ถาม 1 ผมปฏิบัติช่วงนี้พักอานาปานสติไว้ก่อน หันมาพิจารณขันธ์ 5 โดยเริ่มจากรูปก่อน ใช้สติรู้ ว่ารูปนั่ง จากนั้นก็พิจารณาว่ารูปนั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ควรยึดมั่น นั่งคิดพิจารณาอยู่อย่างนั้นว่ารูปเป็นเพียงธาตุทั้ง 4 มารวมกัน มีการเสื่อมสลาย ดับไป ไม่ใช่เรา ไม่ควรยึด การนั่งพิจารณาอย่างนี้จะเป็นการนึกคิดพิจารณาไปเรื่อยๆ เรารู้อยู่ว่ากายนี้ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น แต่ก็เป็นแค่การคิดเอาเอง แต่สติยังอยู่นะครับ ผมปฏิบัติถูกต้องหรือไม่ครับ
ตอบ เข้าใจใช่มั้ยว่า เมื่อพิจารณาและรู้ดีแล้วว่ารูปนั้นไม่เที่ยง สิ่งที่ต้องทำก็คือ.... ให้มีความรู้อย่างนี้เอาไว้ให้พร้อม เมื่อออกไปทำงาน เมื่อออกไปเจอใคร เมื่อไปประสบอารมณ์ จงให้ความรู้อันนี้ได้นำออกมาใช้ เมื่อจิตเกิดหวั่นไหว มีสติพิจารณา หยิบความรู้นี้ขึ้นมาเพื่อไม่ให้จิตมันต้องหลงเหลิงไปกับอารมณ์ที่เข้ามาจร จิตมันจะได้ไม่เข้าไปยึดในขันธ์อย่างที่ผ่านๆ มา เมื่อออกไปข้างนอก เจอการปรุงแต่ง มีสติอยู่เสมอเพื่อคอยดักการปรุงแต่งและสอนจิตด้วยความรู้อันนี้ลงไปว่านั่นล่ะ ไม่เที่ยงอย่างไร ไม่แน่อย่างไร สอนจิตเข้าไปเรื่อยๆ ด้วยความรู้ที่พิจารณาออกมาได้ ปรับแก้วิธีการพิจารณาบ้าง อาศัยเทคนิคบ้าง เพื่อให้มองเห็นครบทุกแง่มุม
การพิจารณานั้นไม่ใช่การคิดเอาเอง แต่เป็นการคิดพิจารณาให้เกิดปัญญา คือ ให้จิตรู้ว่านี่แหล่ะคือความรู้ที่มันจะพาไปสู่ความไม่ยึดมั่น มองให้รู้อย่างนี้เข้าไว้ มันจะได้ไม่กลายเป็นการคิดว่าเราคิดไปเอง ตีออกมา และมองให้เห็นว่านี่เป็นการสร้างเหตุเพื่อให้เกิดผล นั่นก็คือ เลิกยึด
ถาม 2 เวลาฝึกดูจิต ผมคิดไม่ออกว่าดูตรงไหน เวลามีอารมณ์อะไรมากระทบ แล้วรับรู้อารมณ์เหล่านั้น ตัวรู้อารมณ์นี่คือจิตใช่มั๊ยครับ แล้วให้มีสติตามดูตัวรู้อารมณ์นี่อีกทีใช่มั๊ยครับ อย่างตามดูลมหายใจนี่พอจะเข้าใจครับเวลานึกเวลาคิดนี่รู้ เวลารู้สึก เช่น รู้สึกสงบรู้สึกวุ่นวายใจนี่รู้ แต่ดูจิตนี่ยังไม่แน่ใจครับ
ตอบ จิตก็คือตัวที่มันรู้อารมณ์นี่แหล่ะ ว่าอย่างนั้น.... การที่จิตรู้ว่า...จิตนั้นรู้อยู่ ไม่ได้รู้ที่อื่น นั่นก็สตินั่นแหล่ะ