2. สภาวะที่ หลงไป ขณะ ที่เล่นกีฬา /ดูหนัง จิตกำลังเพลินไปรู้ว่ามีความสุข สนุกกับกิจกรรม ไม่รู้สึกทุกข์อะไร ไม่เห็นโทษของการหลงไปกับกิจกรรมนั้น ขาดสติ จนหนัง หรือเล่นกีฬาจบจึงรู้ตัวว่าลืมกายใจไปแล้ว ไม่ทราบว่าต้องใช้อุบายอะไรสอนจิตให้มีสติดีครับ
ตอบ ในตอนลงบันใด เธอจดจ่อในการเดินลงทีละขั้นๆ หรือเปล่าเล่า? หรือเธอปล่อยให้เดินลงไปตามธรรมชาติ ?
การทำกิจใดๆ ก็ตาม .... อารมณ์ที่คล้อยตามในกิจกรรมนั้นมันย่อมเกิดเป็นธรรมดา เช่น การนั่งอ่านหนังสือ เราก็จะต้องจดจ่ออยู่กับหนังสือ เพราะเราจำเป็นต้องอ่านมิใช่หรือ หรือเล่นกีฬา เราก็จะต้องจดจ่ออยู่แต่กับการเล่นมิใช่หรือ หรือว่ามันจะต้องจดจ่ออยู่กับป้ายข้างสนาม นี่ก็เพราะนั่นคือหน้าที่ของเรามิใช่หรือ แต่ในขณะเดียวกัน จงอย่างเผลอตัวมากไป อย่าปล่อยให้หลงระเริง จงให้มีสติรู้ตัวอยู่เสมอๆ อยู่เรื่อยๆ ซึ่งการที่บอกว่ามีสติรู้ตัวนั้น ไม่ใช่ว่าเราจะต้องขยับตัวแข็งๆ เดินแข็งๆ เป็นหุ่นยนต์ หรืออย่างเวลาลงบันใด เราจดจ่ออยู่แต่กับการก้าวขาจนก้าวแข็งๆ เป็นหุ่นยนต์นี่มันก็เกินพอดี
ในการทำกิจใดๆ จิตจะต้องจดจ่ออยู่กับการทำอย่างนั้น แต่สิ่งที่เราไม่ควรขาดก็คือ การมีสติและความรู้ตัวอยู่เสมอ คือ รู้ว่าเรากำลังทำอะไร ซึ่งแม้แต่การนั่งสมาธิ เคยเห็นเคยเป็นกันบ้างมั้ย บางคนนั่งสมาธิแล้วสงบลึก พอลึกแล้วก็ปล่อยให้จิตคล้อยไปกับความสงบจนลืมกายลืมจิต ถ้าอย่างนี้...มันจะไปต่างอะไรจากคำถามที่บอกว่าเพลินในกีฬาหรือกิจกรรม เข้าใจมั้ย? เพราะถ้าผลมันออกมาว่าไร้สติสตังสลืมสลือไปกับความสุขอะไรบางอย่างเหมือนกัน
*** ขออย่าให้ทิ้งความเพียร การปฏิบัติต้องใช้เวลา เมื่อใดที่เธอเดินคล่องแล้ว เธอจะรู้เอง และตอบได้เองว่าการที่เราจะต้องเข้าประชุม หรือเล่นกีฬา อ่านหนังสือ ดูรายการ ดูภาพยนตร์ต่างๆ การกระทำอย่างนั้นมันอาจจะดูเหมือนกับว่าเราขาดสติไปเพื่อทำอย่างอื่นและมันทำให้เราดูเหมือนกับว่าการปฏิบัติของฉันมันไม่ก้าวหน้าและถดถอยลง กิจกรรมเหล่านี้มันจะไม่มีผลถ้าเธอมีสติและมีความรู้ตัวอยู่เสมอ ซึ่งความมีสติและความรู้ตัวนั้นมันก็มาจากการฝึกฝนในแต่ละวินาทีแม้ในขณะที่เธอถามคำถามหรืออ่านคำตอบของคำถามนี้...
โยมคนหนึ่งเป็นอาจารย์ เขาก็ถามคำถามอย่างนี้เช่นกัน คือ ในขณะที่เขากำลังสอนหรือเป็นวิทยากรบรรยาย เขาจะทำอย่างไรในการบรรยาย เพราะว่าในการสอน จะต้องจดจ่ออยู่กับกิจกรรมนั้น ซึ่งมันดูเหมือนกับว่ากำลังหลงในกิจกรรมจนลืมตัว คำถามที่โยมเขาถามมาก็คือ “แล้วจะให้ผมทำอย่างไรในการปฏิบัติธรรมไปในขณะที่ทำงาน?”....
เอ้า.... ถามมาอย่างนี้แล้วจะให้ตอบอย่างไรเล่า ก็ถ้าในขณะที่สอน อยากจะเดินจงกรมในห้องสอนต่อหน้านักเรียนก็เดินไปสิ เขาให้มาสอน ไม่ใช่ให้มาเดินจงกรมมิใช่หรือ หือ? จะปฏิบัติธรรมในเวลาทำงานอย่างนั้นหรอกหรือ คือ เธอจะต้องเดินหนอ หายใจหนอ แล้วพูดบทเรียนหนึ่งบรรทัดๆ แล้วกลับมาเดินหนอ หายใจหนอ อีก มันจะเหนื่อยเปล่านะอย่างนี้.... ดังนั้น ทำหน้าที่นั้นไป สอนไปตามความรู้ความสามารถ จะสอนก็สอนไปสิ สอนไปตามธรรมชาติ สอนด้วยความมีสติ เธอไม่ขาดสติสอนอะไรผิดๆ ให้นักเรียนแค่นี้ได้มั้ยเล่า นั่นล่ะ มันตอบมันก็อยู่ที่ตรงกลางนี่แหล่ะ เธอสอนไป เธอมีความสุขที่เธอได้ให้ความรู้ เธอก็ต้องอย่าทะนงตนทะนงตัว สติที่เธอมีน่ะ เธอก็จะใช้มันสกัดสิ่งเหล่านี้นั่นแหล่ะ เข้าใจหรือยัง
หรืออย่างนักกีฬา หน้าที่เธอก็คือเล่นกีฬานั้นตามกฎกติกามิใช่หรือ เธอมีสติรู้ตัวอยู่เสมอ พร้อมที่จะรับลูก เสริฟลูก เธอไม่ขาดสติจนต้องเสริฟลูกผิดๆ ถูกๆ ควบคุมอารมณ์ไม่ได้มิใช่หรือ เห็นมั้ย คำตอบมันอยู่ที่ตรงกลางนี่แหล่ะ อย่างในเวลาที่เธอชนะการแข่งขัน เธอก็จะต้องไม่หลงระเริงหลงตัวเอง... นี่ไง หน้าที่ของสติ หรืออย่างเวลาที่เธอแพ้ สติจะต้องคอยมีเพื่อควบคุมความโกรธและความเสียใจฟูมฟาย เข้าใจมั้ย สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้จากการปฏิบัติให้มากๆ
ทำตัวให้เป็นธรรมชาติเถอะ ขอให้มีสติคอยเตือนตนอยู่เสมอๆ เจริญพร