วันพุธที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

วิปัสสนูปกิเลส

ถาม ผมมีเรื่องที่ยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับคำว่า "วิปัสสนูกิเลส" ครับ อยากให้พระอาจารย์ช่วยอธิบายความหมายให้ผมได้กระจ่างแจ้งด้วยครับ เพราะบางครั้งที่จิตผมคิดแต่เรื่องอนัตตา หรือไม่ก็เรื่องที่ชวนให้กิเลสมันลดลง คือไม่ไปยึดมั่นถือมั่นไปจับไปเอาตามที่ท่านสอน ผมก็ยังไม่แน่ใจว่า นั่นผมทึกทักไปเองหรือเปล่า ขอพระอาจารย์ช่วยผมด้วยนะครับ

ตอบ

วิปัสสนูปกิเลส หรือกิเลสของวิปัสสนา มันก็คือสิ่งที่เข้ามาหลอกให้เราหลงนั่นแหล่ะ จะว่าอย่างนั้นก็ได้ มันจะหลอกให้เราหลงว่าฉันถึงแล้ว ฉันแจ้งแล้ว ฉันเข้าใจมันอย่างถ่องแท้แล้ว หรือฉันมาถูกทางแล้ว มันอาจจะมาเป็นแสง เป็นความรู้ เป็นอาการแปลกๆ ถ้าเราไม่ยั้งใจให้ดี เราจะหลงไปว่า นั่นไง เกิดอาการแล้ว และอาการนั้นก็คือปากทางสู่ความหลุดพ้นซึ่งฉันกำลังจะได้มันมาแล้ว เข้าใจมั้ย ขอจงสกัดไว้แต่เนิ่นๆ ว่าอย่าไปคิดเห็นเป็นอย่างนั้น แม้ว่าเราปฏิบัติอยู่ถูกทางแล้วก็ตามนะ ขอจงอย่าเพิ่งปักใจเชื่ออะไรๆ ลงไปจนกว่าจะได้แจ้งแก่ใจด้วยตัวเองจริงๆ เมื่อปฏิบัติธรรมแล้วเราเกิดความรู้สึกว่าทางนี้แหล่ะคือทางที่ถูกต้อง ทางนี้แหล่ะคือทางที่สุดยอด ทางนี้แหล่ะคือทางนิพพานจริงๆ เราเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ อย่างนั้นอย่างนี้ ขอจงสอนตนเอาไว้ก่อนเลยว่า อย่าบ้าจี้ อย่าสติแตก”..... จงมีนิสัยของการยั้งใจจนกว่าจะมั่นใจจากการแจ้งด้วยตนเอง


แต่สําหรับการคิดไตร่ตรองธรรมหรือการพิจารณาธรรมเพื่อให้กิเลสลดนั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง เมื่อพิจารณาภายใต้ปัญญาอยู่เสมอ ภายใต้การชั่งใจอยู่เสมอ โอกาสที่จะเกิดกิเลสในวิปัสสนาก็น้อยลง นั่นก็เพราะถ้าเธอมีปัญญากำกับอยู่เสมอ ดังนั้น ถ้าเธอเป็นผู้ปฏิบัติใหม่ก็ดี หรือปฏิบัติมาแล้วก็ดี ขอจงสํารวมระวังให้มากในเรื่องนี้ การพิจารณาไตร่ตรองธรรมะ จงให้มันพอให้มันเหมาะสม อย่าให้มากเกินไปจนมันมึนส์มันงงคิดหาทางลงไม่ถูก การพิจารณาไตร่ตรองเรื่องบางเรื่องอาจจะหาคําตอบหรือหาทางลงไม่ได้ เธอควรปฏิบัติและเฝ้าสังเกตจิตตน อบรมและเฝ้าสังเกต อบรมจิตและพิจารณาย้อนกลับไปมา ออกไปเผชิญโลก ออกไปเจอญาติโกโหติกาบ้าง ออกไปสัมผัสชีวิตบ้าง เมื่อเธอได้กลับมาพิจารณา อาจจะช่วยให้เธอเข้าใจได้มากขึ้น

อย่างเรื่องของอนัตตา โยมคนหนึ่งก็เหมือนกัน บอกว่าทําอย่างไรผมจึงจะอ่านเรื่องอนัตตาแล้วไม่แย้งกับความรู้สึกตน ก็จะให้ทํายังไงล่ะ ก็เพราะใช้การอ่านมิใช่หรือ ความคิดเห็นยังไม่เปลี่ยนแปลง รอสักพัก ปฏิบัติไปเรื่อยๆ ถึงเวลาเหมาะสมเดี๋ยวก็เลิกถามเอง


เรื่องกิเลสของวิปัสสนานี่ มีโยมคนหนึ่งเป็นมาก มาปฏิบัติหลายวัน เกือบ 10 วัน หลงอยู่แต่กับวิปัสสนูปกิเลสกว่า 8-9 วัน ก็เล่นเดินจงกรมไป นั่งสมาธิไป กลับเอาเวลานั้นไปคิดไตร่ตรองเรื่องโลกและจักรวาล นี่ก็เพราะไปอ่านอะไรมา ได้โอกาสเลยเอามาคิด อย่านี้ต้องทุบกะโหลกแรงๆ สักที เพราะความรู้ที่เกิดจากวิปัสสนูกิเลสมันจะพาให้ทะนงตัวและอวดดี อันนี้ระวังให้มาก ถ้าไม่ตบกะโหลกแรงๆ ให้รู้ว่าแท้ที่จริงแกก็หลงทางเต็มๆ มันก็ยังหลงอยู่อย่างนั้นแหล่ะ ไม่ตื่นเสียที นี่ อย่างนี้คือปฏิบัติแล้วไม่ยอมยั้บยั้งชั่งใจ คิดอะไรได้ ก็ไหลไปเรื่อย เขาให้เดินจงกรมก็ไม่เดินเปล่า คิดไปด้วย ไตร่ตรองไปด้วย.... เข้าใจแล้วใช่มั้ยว่ามันจะเกิดก็เพราะเราขาดสติ ดังนั้น จงอย่าขาดสติ ถึงเวลานั่งสมาธิก็นั่งสิ เดินจงกรมก็เดินสิ มันไม่ใช่เวลาทําข้อสอบที่จะต้องคิดไตร่ตรองอะไร


หากเธอมีสติอยู่เสมอ เธอพยายามเรียนรู้จิตของเธออยู่เสมอ เมื่อใดที่เริ่มคิดเองเออเองจงสังเกต แต่ถ้าเมื่อใดที่เธอไม่ได้คิดเองเออเอง เมื่อใดที่เธอรู้สึกว่าเธอว่ายน้ำเป็นแล้ว นั่นก็เช่นกัน จงชกมันไว้เสมอๆ ว่า "ไม่แน่" ไม่แน่มันไปเรื่อยๆ แม้กระทั่งโสดาบันก็อย่าทิ้งคําว่า "ไม่แน่" หรือ "ยิ่งไม่แน่ใหญ่เลย" อัดเข้าไปเพื่อไม่ให้มันประมาท

เจริญพร