คือ... ผมเป็นยังเป็นนักเรียนอยู่นะครับเพิ่งอายุ 15 ปี ซึ่งผมเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับธรรมะ มาเยอะพอสมควร ( คือเเปลกกว่าเพื่อนเขานะครับ) จึงเกิดศรัทธาขึ้นมา (บ้าง) ก็เลยปฏิบัติอยู่กับบ้าน(ไม่ได้เคร่งครัดมาก)ซึ่งผมก็เกิดข้อสงสัย เเละ ปัญหามากมาย จึงอยากให้พระอาจารย์ช่วยชี้ทางที่ถูกสมควรให้พราะหลังจากที่ผมได้อ่านหนังสือของพระอาจารย์
ผมคิดว่า เเนวทางของพระอาจารย์ ฟังดู มีเหตุผล เเละเป็นวิทยาศาสตร์ โดยเรื่องที่ผมอยากให้พระอาจารย์ชี้เเนะนั้นมีมากมาย เเต่เอาเรื่องที่เป็นปัญหากับผมตอนนี้ก่อนเเล้วกันนะครับ
1. คือมีช่วงหนึ่งผมเกิดศรัทธามากเป็นพิเศษ ( คลั่งมาก ) คือ รับประทานอาหารมื้อเดียวคือมื้อเช้า เเม่ผมบอกว่ายังเป็นเด็กอยู่ต้องรับประทานอาหารให้ครบ 3 มื้อ ผมจึงสงสัยว่าการรับประทานอาหารมื้อเดียวนี้ จะส่งผลต่อการเจริญเติบโตของผมหรือเปล่า (ทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา) เพราะว่าผมยังเรียนอยู่ เเล้วผมก็รู้จากหนังสือธรรมะบ้างเล่มมาอีกว่า ถ้ากินมาก จะทำให้กิเลสเเผลงฤทธิ์ กระสับกระส่าย ไม่มีสมาธิ
ตอบ หากเราทำงานมาก ใช้สมองมาก การทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและการพักผ่อนที่เหมาะสมเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อใช้เป็นพลังงานและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ถ้าไม่ได้อาหารให้พอเหมาะ เดี๋ยวก็เป็นคนขาดสารอาหาร โรคภัยไข้เจ็บจะถามหาเอา
อาหารเป็นปัจจัยหนึ่งของการดำรงชีวิต ควรทานให้เหมาะสม หากเธอทานอาหารมื้อเดียว แต่เธอจะต้องเรียนทั้งวัน ต้องทำการบ้าน ต้องเล่นกีฬา อาหารแค่มื้อเดียวอาจไม่พอต่อการเจริญเติบโตทั้งทางร่างกายและสมอง จงทานให้เหมาะสม แต่ก็ไม่ใช่ว่าทานมากจนเกินไป เธอก็บอกอยู่หยกๆ แล้วนี่ว่าถ้าทานมาก จะทำให้กิเลสแผลงฤทธิ์ ก็อย่าไปทานมากสิ ทานให้มันพอดีๆ ทานให้มันพออิ่ม พอที่จะประทังชีวิตและก็พอที่จะใช้เป็นพลังงานในการเรียนของเรา เพราะถ้าทานมากๆ จนเกินพอดี นั่นก็เพราะความอยากจะสนองในรสชาดอาหารนั้น อันนั้นมันอร่อย กูอยากกินอีกเพราะมันอร่อย แต่ไม่ใช่เพราะว่าหิว ผลที่ได้ก็ย่อมออกมาเช่นนั้น ง่วงนอนง่าย ไม่มีสมาธิ งั้นก็จงทานให้เหมาะสม
2. ตอนผมพยายามมีสติรู้ตัว มันก็เกิดอาการเบื่อขึ้นมาเเล้วก็อยาก ฟังเพลง ดูทีวี เล่นคอมพิวเตอร์ขึ้นมา (ด้วยความเป็นวัยรุ่น) จากนั้นมันเหมือนกับมี 2 ความคิดขึ้นมา ใจหนึ่งก็อยากมีสติรู้ต่อ ใจหนึ่งก็บอกว่า ไว้พรุ่งนี้เเล้วกันวันนี้ขอ ฟังเพลง ดูทีวี ก่อน จนมันฟุ้งซ่าน เเบบนี้ถือว่าฟุ้งซ่านหรือเปล่า เเล้ว ผมควรหาทางออกเเบบไหนดี
ตอบ การสติรู้ตัว มันไม่ใช่ว่าเธอจะต้องนั่งนิ่งๆ เท่านั้น การมีสติรู้ตัวนั้นหาใช่การหยุดทำ หาใช่การที่เราจะต้องนั่งนิ่งๆ ไม่จำเป็นต้องทำอะไรไม่ต้องดูหนัง ไม่ต้องดูหนังสือ ไม่ต้องอ่านหนังสือ ไม่ต้องทำงาน มิใช่หรือ?? ไม่เช่นนั้น ถ้าทุกๆ คนอยากจะมีสติ งั้นทุกๆ คนก็จงเอางานที่จะทําไปทําวันพรุ่งนี้ให้หมด แล้วมามีสติวันนี้ พรุ่งนี้ค่อยทํางานต่อ... อย่างนั้นหรือ.... ถ้าเธอบอกว่า ใจหนึ่งขอให้เป็นพรุ่งนี้ก่อน นั้นหมายความว่า พรุ่งนี้เธอจะขอมีสติรู้ต่อ งั้นหมายความว่าในวันนี้เธอจะไม่คิดมีสติน่ะสิ หือ
การมีสติรู้ตัวมันก็บอกอยู่แล้วว่าเธอควรจะมีสติ และรู้ตัวอยู่เสมอ พูดง่ายๆ ก็คือ มีสติคอยเตือนไม่ให้ตนคล้อยไปตามกิเลส รู้สึกตัวอยู่เสมอ เธอจะเล่มคอมพิวเตอร์ก็เล่นไปสิ รู้มั้ยว่าเล่นอะไรอยู่ จะดูทีวีดูอะไร จะดูก็ดู รู้สึกตัวมั้ยในเวลาดู จะฟังเพลงก็ฟัง รู้ตัวมั้ยในเวลาฟัง พยายามรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอในการทำกิจใดๆ นี่ยังอยู่ในวัยรุ่น เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องปกติที่จะเกิดขึ้น จงมีสติเพื่อคอยเตือนตน ไม่ใช่ว่านั่งเล่นคอมพิวเตอร์ หรือเล่นกีฬา แต่กลับไร้สติควบคุมจิตใจและอารมณ์
อย่างที่เล่าอาการมา เธอมี 2 ความคิด ใจหนึ่งอยากมีสติรู้ต่อ แล้วอีกใจหนึ่งบอกไว้พรุ่งนี้... ไม่ต้องไปแยกมันออกจากกัน ไม่ต้องไปแยกว่า วันนี้ฉันจะปล่อยตัวปล่อยใจฟังเพลง ส่วนพรุ่งนี้ฉันจะหยุดฟังเพลงแล้วนั่งนิ่งๆ เพื่อให้มีสติรู้ตัวเท่านั้นเช้ายันเย็น อย่างนั้นหรือที่เข้าใจ.... เธอจงค่อยๆ ฝึกฝนไป เอามันมารวมไว้ด้วยกัน เพราะเวลาเธอฟังเพลง เธอไม่มีสติสตังในการฟังอย่างนั้นหรือ? ถ้าเธอไม่มีสติสตังในการฟัง เธอจะรู้มั้ยว่าใครเป็นคนร้องเพลงหรือเพลงนั้นเขาร้องว่าอะไร หือ? หรือเวลาที่ดูทีวี เธอไม่มีสติสตังอย่างนั้นหรือ ถ้าในตอนที่ดูทีวีแล้วไม่มีสติสตัง เธอจะรู้เรื่องได้อย่างไร แต่ถ้าหากเธอมาบอกว่า วันนี้ขอดูทีวีก่อน วันนี้ยังไม่อยากนั่งสมาธิ ถ้าพูดอย่างนี้ล่ะก็มันก็อีกเรื่องหนึ่ง เข้าใจมั้ย
3. ด้วยความเป็นวัยรุ่น จึงมีสิวขึ้นเป็นธรรมดา เเรกก็ไม่ได้สนใจ เเต่พอปฏิบัติไปซักพัก มันเกิดอยากให้ไม่เป็นสิว ผมก็ได้พิจารณาลงไปว่าเพราะอะไรตอนนี้ผมได้คำตอบเเล้วว่า ผมอายเพื่อน(สาวๆ) อยากให้ตัวดูดี เเล้วผมก็ทำอย่างที่พระอาจารย์บอกคือชกมันด้วยไตรลักษณ์มันก็หายไปเเต่พอซักพักความร้อนรุ่มนี้ก็มาอีก ผมควรทำเเบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ใช่หรือเปล่าครับ
ตอบ มันเป็นเรื่องปกติหรือเปล่าเล่าที่มันจะต้องเกิด มองให้มันเป็นธรรมดา จงสร้างความรู้ที่ถูกต้องขึ้นมาว่าสิ่งทั้งหลายนั้นล้วนแล้วแต่มีเหตุ ด้วยฮอร์โมน จึงส่งผลให้เกิดสิ่งนี้ และเมื่อเกิดแล้ว ความอายจึงเกิดขึ้นเป็นธรรมดาเพราะว่าเราอยากจะให้ตัวเองดูดีต่อหน้าคนอื่น เมื่อรู้ต้นสายปลายเหตุแล้ว ก็จงพิจารณามันให้ดี อย่าให้ร้อนรุ่ม ที่มันร้อนรุ่มเพราะลึกๆ มันหวังอะไรอยู่ใช่มั้ย นั่นล่ะ พยายามสร้างความรู้ ไล่ไปหาต้นสายปลายเหตุ นั่นก็เพราะเราอยากเป็นอย่างไรในสายตาคนอื่น เพราะความอยากที่จะเป็นอย่างนั้น ไม่อยากเป็นอย่างนี้ เพราะมันมีตัวฉันอยู่ที่นั่น ตัวฉันที่มันน่าจะดูดี ตัวฉันที่มันน่าจะได้รับการยอมรับ ฯลฯ นี่ก็เพราะมันมีความคิดเห็นว่าฉันๆๆๆๆๆๆๆ มันจึงมีของฉันๆๆๆๆๆๆๆ มันมีตัวฉันๆๆๆๆๆ .... เมื่อพิจารณาแล้วต้นเหตุมันอยู่ที่ไหน ก็ระงับมันด้วยการสร้างความรู้ความคิดที่ถูกต้องขึ้นมา การอาศัยไตรลักษณ์ในการชกเข้าไปที่ความรู้สึกขึ้นๆ ลงๆ อย่างนี้มันอาจจะไม่ได้ผลมากนัก
เธอจงมองไปให้ไกลกว่านั้น ชีวิตของเธอไม่ได้อยู่แค่ในวัยนักเรียน เข้าใจมั้ย วัยนี้เป็นเพียงแค่วัยหนึ่ง เป็นเพียงแค่ช่วงหนึ่ง วันหนึ่งที่เธอจะต้องเรียนในระดับมหาวิทยาลัย วันหนึ่งเธอจะต้องทำงาน วันหนึ่งเธอจะต้อง ฯลฯ เธอจะศึกษาความจริงของโลกที่มากขึ้น มองกลับมาในวันที่เธอแค่รู้สึกเล็กๆ น้อยๆ เรื่องหน้าตาของตนเองในวันนี้ มันจะเป็นเพียงแค่คลื่นลูกเล็กๆ ที่กระเพิ่มในมหาสมุทรอันกว้างไกล เธอจะไปแยแสมันทำไม เข้าใจมั้ย ....
จงสร้างวิสัยทัศน์ให้กว้างไกล จงสร้างความรู้ที่ถูกต้องขึ้นเพื่อให้จิตมันฉลาดที่จะหลบหลีก
4. ผมมีนิสัยที่ว่าเห็นคนอื่นดีกว่าตัวเองในเรื่องนั้นเรื่องนี้บ้างไม่ได้ พอเห็นคนอื่นเขาโดนชม เราก็อยากเป็นเเบบนั้นบ้าง เเล้วพยายามกลับมาพัฒนาตัวเองเเบบนี้เรียกว่า ริษยาหรือเปล่าครับ เเล้วถ้าเกิดเป็นริษยา ต้องทำอย่างไรช่วยเเนะนำด้วยครับ
ตอบ ความริษยาอาจจะช่วยให้เราก้าวหน้าได้ ด้วยความอยากเด่นอยากดี มันจะเป็นพลังให้ทำทุกสิ่งอย่างเพื่อสำเร็จ แต่มันไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป มันขึ้นอยู่กับว่ามองอย่างไร.... การปฏิบัติธรรม สิ่งที่ควรกระทำก็คือ การสำรวจตนเอง และการสำรวมระวัง การสำรวมนั้นไม่ใช่ว่าเราจะต้องไม่มองอะไรๆ นะ จะมองก็มอง จะเห็นมันก็ต้องเห็น เพราะถ้ามันจำเป็นจะต้องรับรู้รับฟังแล้วล่ะก็ แต่จิตนั้น จงพร้อมที่จะเพาะบ่มความรู้ที่ถูกต้องขึ้นมา อย่างที่ว่า จงมีวิสัยทัศน์ทางจิตตนให้กว้างไกล อย่ามองอยู่แค่ช่วงสั้นๆ จงพยายามสำรวมกาย วาจา และจิตใจ การสำรวมจิตนี้จะต้องพยายามทำให้มาก พยายามมีสติให้มาก พยายามฝึกฝน เธออาจจะใช้วิธีการเดินเข้าไปหาแล้วพิจารณาให้มันขาดก็ได้ เช่น เห็นคนอื่นได้ดี ก็เลยริษยา รู้สึกใช่มั้ยว่ามันริษยา เอ้า เข้าไปหาเลย ไปฟังมันตรงๆ ขณะที่รับรู้ ก็จงพิจารณาไปด้วย ดูอาการของเรานั่นแหล่ะ ดูจิตเราไปด้วยว่าสติแตกมั้ย จะจับเสือก็จะต้องเข้าถ้ำของเสือ จะทำลายกิเลส ก็เดินเข้าไปหามัน ดูมัน สังเกตมัน แล้วหาทางแก้ไขมัน
5. สุดท้ายเเล้วครับ เรื่องการมีสติในชีวิตประจำวัน ถ้าเกิดพยายามมีสติรู้ไปเรื่อยๆ มันจะรู้เเจ้งเองหรือครับ เเล้วอย่างเรื่องการเรียนละครับ เช่น ในขณะที่ฟังสิ่งที่ครูสอน ควรพยายามสติรู้กับการฟังไว้หรือเปล่าครับ เพราะว่าผมเคยรู้จากหนังสือธรรมะบ้างเล่มว่า การมีสติจะทำให้สักเเต่ว่ารู้เเล้วมันจะเรียนไม่รู้เรื่องหรือเปล่าครับ
ตอบ ไม่ต้องไปคิดถึงการรู้แจ้งอะไรหรอก การรู้แจ้งมันไม่ใช่การปิ๊งแบบเห็นภาพในหนังในละคร การรู้แจ้งมันรู้ที่ตัวเอง เข้าใจเอาไว้แต่เนิ่นๆ เสียก่อนก็ดี เพราะมีไม่น้อยเลยที่เข้าใจกันไปเองในเรื่องของการรู้แจ้งว่ามันรู้แจ้งอย่างนั้นอย่างนี้ การปฏิบัติธรรม อย่าไปคิดหวังว่าจะให้รู้แจ้งในตอนเริ่มต้นปฏิบัติ ไม่ต้องไปนั่งมองหาว่าฉันจะรู้แจ้งอะไร อย่าถามเลย แต่ให้ถามว่า เราปฏิบัติเพื่ออะไร เพื่อให้จิตหมดกิเลส เพื่อให้จิตลดพยศ เพื่อให้จิตมันฉลาดมากขึ้นจนทำลายกิเลส รู้จักความโลภ โกรธ และทำลายความหลงเสียได้.... เมื่อเหตุปัจจัยมันพร้อม ผลไม้มันสุกจากต้น เธอจะรู้ได้เอง
ส่วนเรื่องของการเรียน ในขณะที่สอน ก็นั่งฟังเนื้อหาไปสิ มีสติรู้ตัวอยู่เสมอในเวลาฟัง การสักแต่ว่ารู้มันก็อีกเรื่องหนึ่ง เอ้า... เอาอย่างนี้ก็ได้ ถ้าเธอจะซื้อผงซักฟอก เธอไปที่ร้าน เธอเห็นผงซักฟอกแล้ว เธอเห็น เธอรู้ รู้แล้วสักแต่ว่า ถ้าเธอรู้แล้วสักแต่ว่าล่ะก็ เธอจะซื้อมันมั้ย นั่นล่ะ คำตอบ
เธอเรียน เธอฟัง หรือเธออ่าน อ่านแล้วก็ให้รู้สิว่าอะไรคือประโยชน์ อะไรคือความรู้ ไม่ใช่ว่านั่งเรียนแบบสลึมสลือไม่รู้เรื่องรู้ราว พอกลับมาบ้านก็บอกว่า นี่ไง ผมฟังครูสอนแล้วก็สักแต่ว่าไปแล้ว ผมจึงไม่ได้ความรู้อะไรเพิ่มมาเลย
การเรียน ก็คือ การเพิ่มพูนความรู้..... จงแยกแยะให้ถูกว่าการเรียนคืออะไร การเรียนก็คือการเรียน แต่การสักแต่ว่า ก็คือสักแต่ว่าในเรื่องที่มันควรจะสักแต่ว่า อย่างเรื่องความกังวงเรื่องสิวนั่นน่ะ ทำไมไม่สักแต่ว่ากับมันเล่า จะมาสักแต่ว่ากับการเรียนทำไม? หือ? เข้าใจมั้ย
อ่านแล้วขอให้เก็บคำตอบนี้ไว้ ผ่านไปสักพัก กลับมาอ่านใหม่ กลับมาอ่านมันหลังจากที่ได้ผ่านเวลามาช่วงหนึ่งแล้ว เธอจะเข้าใจมากขึ้นทั้งๆ ที่มันเป็นประโยคเดียวกัน ประโยคมันไม่ได้เปลี่ยนหรอก แต่สิ่งที่เปลี่ยนก็คือ ความคิดความอ่านและความคิดเห็น มันจะเป็นคำตอบที่ก่อเป็นความรู้ที่เข้มแข็งมากขึ้นได้
เจริญพร