วันอังคารที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2553

เมตตากับอุเบกขา

ถาม.

ดิฉันมีคำถามจะเรียนสอบถามดังนี้ค่ะ

1. ดิฉันเป็นมือใหม่ที่สนใจในการปฏิบัติ และยังมีความสับสนอยู่พอสมควรที่จะเริ่มต้น จะทราบได้อย่างไรคะว่าเราเหมาะกับทางใด หรือว่าควรจะลองไปเรื่อยๆ ปัจจุบันนี้ฝึกสมถะอยู่ค่ะ และก็พยายามเจริญสติด้วยการตามรู้กายไปเท่าที่ระลึกได้ (ส่วนใหญ่ยังเผลออยู่) ไม่ทราบที่ทำอยู่นี้เหมาะสมหรือไม่อย่างไรคะ

2. บางครั้งดิฉันจะหวนรำลึกถึงสิ่งไม่ดีที่เคยกระทำมาในอดีตหรือสมัยที่ยังเด็กอยู่ แม้จะทราบว่าสิ่งที่ผ่านมาแล้ว แก้ไขไม่ได้ ได้แต่ไม่ทำผิดซ้ำ แต่บางเวลามันก็ไปคิดเองค่ะ ทำให้จิตใจไม่ผ่องใส ทำอย่างไรที่จะแก้ไขความคิดเช่นนี้ได้คะ

3. อะไรคือเส้นแบ่งระหว่างความมีเมตตา และ อุเบกขา คะ เวลาใดควรจะช่วยอย่างเต็มที่, ช่วยเท่าที่ทำได้ หรือ วางเฉย หรือ ถือว่าเป็นกรรมของเขา

ตอบ.

1. วิธีการปฏิบัตินั้น ถ้าใช่ ก็จงดูซิว่าทางที่เธอปฏิบัติอยู่นั้นเป็นไปเพื่อการสงบระงับจากการฟุ้งซ่านปรุงแต่งหรือไม่ เป็นไปเพื่อให้กิเลสลดหรือไม่ นี่ืคือจุดหมายของเธอในการเข้ามาศึกษาพุทธศาสนาหรือเปล่าล่ะ เพื่อนิพพาน ซึ่งก็คือหมดกิเลสใช่มั้ย ถ้าใช่ ทางที่เธอเดินอยู่นั้นเป็นไปเพื่อการนี้หรือไม่เล่า ถ้าทางที่เธอปฏิบัติอยู่นั้นช่วยให้กิเลสลดลง ช่วยให้เกิดการสำรวมกาย วาจา ใจ ก็ค่อยๆ อบรมจิตปฏิบัติตามทางนี้ไป ขึ้นมาเจริญวิปัสสนาได้แล้ว เจริญสติให้มาก เริ่มสำรวมกาย วาจา ใจ พิจารณาเข้าสู่ไตรลักษณ์ รู้ตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอ เผลอไปบ้างก็ไม่เป็นไร เจริญต่อไปเถิด

2. เมื่อรู้แล้วว่าคิดไปเอง ก็แสดงว่ามีสติเข้ามาทัน เมื่อรู้ทันมันก็จงให้จิตรู้ว่านั่นก็คือสักแต่ว่าความคิด มันมา มันไป เดี๋ยวมา เดี๋ยวก็ไป มันเป็นของมันอย่างนั้น รู้ให้ทัน รู้จักมันให้ทันๆ เพราะมันเคยชินกับการที่จะคิดไปเองมา พยายามรู้ตัวอยู่เสมอ เมื่อรู้ทันการคิดไปเอง ก็ไม่ต้องไปจับยื้อมันนะ แค่รู้ว่ามันมา เหมือนกับเราเจอเพื่อนคนเดิมๆ คนหนึ่ง แล้วก็จากกันไป รู้ แล้วก็วาง รู้ตัวและสั่งสอนจิตในตอนที่พบมันบ่อยๆ เข้าเดี๋ยวมันก็จะลดลงไปเอง

3. หากเธออยากช่วยเหลือผู้ใด ก็จงทำมันภายใต้การไตร่ตรองด้วยสติปัญญา ก็จงทำด้วยจิตที่ปรารถนาจะให้เขาได้รับสิ่งที่ดีที่ถูกต้อง หากเธอเห็นคนเข้ามาขอเงิน 100 บาท ถ้าเธอทำด้วยความเมตตา อยากช่วยให้เขามีความสุขเพราะเธอช่วยได้ ก็จงทำไปตามอัตภาพ แต่ถ้าเธอไม่มีเงินล่ะ จะทำอย่างไร เธอจะต้องพิจารณาไตร่ตรองตามความเหมาะสมและตามความปรารถนาของเธอ และมันก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเอามาแบกเอาไว้หลังจากที่ได้ทำหรือไม่ได้ทำมัน เข้าใจมั้ย จงรักษาใจเอาไว้ด้วย ดังนั้น ขอจงไตร่ตรองเสียก่อน แม้หากเธอไม่อาจจะช่วยเหลือเขาได้ มันก็ใช่ที่ที่เธอจะต้องวิตกและให้จิตของตนเผาลนไปพร้อมกับเรื่องนอกตัว

เวลาที่จะช่วยอย่างเต็มที่หรือไม่เต็มที่ หรือตามกำลังของเธอนั้น เธอจะพึงรู้ได้ก็หลังจากที่ได้ไตร่ตรองแล้ว ขอจงไตร่ตรองเสียก่อนแล้วจะได้คำตอบที่เหมาะสมเอง พอจิตได้มีการเรียนรู้และเข้มแข็งขึ้น เธอจะเข้าใจได้เองระหว่างคำว่าเมตตาและอุเบกขาว่ามีขอบเขตแตกต่างกันอย่างไร