ถาม คราวก่อนผมได้ถามท่านเกี่ยวกับเรื่องการบูชาองค์เทพไปแล้ว ปัจจุบันนี้ผมก็ไม่ได้เข้าไปยังกลุ่มคนเหล่านั้นแล้ว
ซึ่งปกติก็จะไปสนทนาถามปัญหาอยู่บ่อย ๆ แต่ยิ่งถามก็ยิ่งหมกมุ่นเจอแต่ปัญหาที่แก้ไม่ตก ผมอยากถามท่านว่า การรับประทานอาหารเจหรือมังสวิรัตินั้น สามารถทำให้ไปสู่สวรรค์นิพพานได้หรือไม่ครับ แล้วการที่เราทานเนื้อสัตว์อยู่ทุกวัน มันเป็นบาปหรือเปล่าครับ (เรื่องนี้เป็นก็เป็นปัญหาที่ถกเถียงกันมานาน แต่ผมดูแล้ว ไม่ทำให้เป็นไปเพื่อการหลุดพ้นเลย ปัจจุบันผมก็ทานทุกวันพระและวันสำคัญอยู่นะครับ) ผมอยากให้ท่านอาจารย์ช่วยชี้แนะแนวทางที่ถูกต้องให้ด้วยนะครับ
ตอบ
เราไม่แนะนำให้เอาสวรรค์ไปรวมกับนิพพาน สวรรค์ก็คือสวรรค์ บัดนี้หากจิตเธอเป็นสุข นี่ก็นับว่าเป็นสวรรค์ได้ แต่นิพพานนั้นคือไม่มีกิเลส ไม่มีเหตุให้ต้องเกิดเป็นกิเลส ซึ่งหาจะต้องหาเหตุให้ได้เสพสุขอีก หรือจะต้องมีตัวมีตนเข้าไปเสพสุขอีก ดังนั้น การทานอาหารเจหรือมังสะวิรัติสามารถเป็นเหตุให้เธอมีสุขภาพที่ดี ขับถ่ายคล่อง ผิวพรรณเปล่งปลั่งเพราะจิตที่ไม่คิดเบียดเบียนได้ เหตุอันนี้อาจพาให้ผู้รับประทานมีความสุขสู่สวรรค์ได้ แต่แล้วด้วยเหตุอันเดียวกันนี้ พิจารณาด้วยเหตุและผลซิ มันพาให้ตัวตนหรืออุปาทานหรือความยึดมั่นถือมั่นในของๆ กูมันหมดได้หรือไม่ ถ้าอยากสุขภาพดีก็ทานผัก เหตุมาอย่างนี้ ผลก็ออกมาอย่างนี้ มันก็ถูกของมันแล้ว แต่ถ้าอยากสิ้นกิเลสล่ะก็ เราทานผักแล้วมันสิ้นกิเลสอย่างถาวรได้หรือ ทานผักแล้วความเป็นเจ้าของในตัวตนในรสชาดของตนมันหมดไปบ้างมั้ยล่ะ?
การทานอาหารที่ไม่เป็นบาป ก็คือ จงทานอย่างพระทาน ทานด้วยความว่าง ทานเพื่อบำรุงร่างกาย หาใช่ทานเพื่อบำรุงกิเลส เมื่อรับอาหารมา จงพิจารณาอาหารนั้นเพื่อให้รู้ตัวว่าเธอทานอาหารเพื่ออะไร เราเองไม่แนะนำให้หาข้อสรุปใดๆ ว่าบาปหรือไม่บาป และไม่ว่าเราทั้งหลายจะทานเนื้อสัตว์หรือแม้แต่ทานมังสะวิรัติก็ตาม หรือจะทานแค่น้ำข้าวก็ตาม หรือทานแค่ผลหมากรากไม้ก็ตาม ถ้าเธอทานด้วยความว่างอย่างพระ ทานเพื่อบำรุงร่างกาย เพื่อให้อยู่ปฏิบัติต่อไปได้ เพื่อให้รู้และแจ้งแก่ใจว่าแท้จริงแล้วเราทานก็เพื่อให้ดํารงชีวิตอยู่ได้ ด้วยเหตุซึ่งก็คือการปฏิบัติอย่างนี้ มันจึงเป็นไปเพื่อให้กิเลสลด เพื่อนิพพาน เพื่อความว่าง หาใช่เพื่อบำรุงกิเลสไม่
หากเธอนำเนื้อสัตว์มาถวายเพลพระ แล้วพระฉันอย่างเอร็ดอร่อย เธอว่าพระจะบาปมั้ยล่ะ แล้วมันจะชิ่งบาปไปโดนเธอด้วยมั้ย หือ? ถ้าหากเราท่านทั้งหลายเอาแต่คิดปรุงแต่งชิ่งกันไปชิ่งกันมาเป็นทอดๆ อย่างนี้ มันก็รังแต่จะพาให้ล่องเรือไปไกลจนจับจุดไม่ถูก.... ผู้ปฏิบัติธรรมนั้นไม่ต้องคิดหาคำตอบให้ได้ในทุกๆ เรื่องในขณะที่กำลังแล่นเรือก็ได้.... เรื่องธรรมะนั้นมันต้องวกกลับมาดูที่จิตเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องดูว่าโลกภายนอกเขาว่ากันอย่างไร โลกภายนอกเขาว่าบาป บางคนเขาก็ว่าไม่บาป เขาจะว่าอย่างไรนั่นก็แล้วแต่ความคิดเห็นของเขา นั่นมันภายนอก ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว มันออกนอกตัวทั้งนั้น มันก็แต่จิตเท่านั้น จิตนี่แหล่ะ ถามตัวเองอยู่เสมอๆ มันร่มเย็นจากกิเลสบ้างหรือยัง
เวลาผ่านไป เมื่อเรือเทียบท่าแล้ว เมื่อเรือมองเห็นฝั่งแล้ว ก็จะรู้คำตอบของคำถามเหล่านี้ได้เอง