ถาม
เราฝึกจิตในระยะแรกให้รู้ตัวอยู่ตลอดเวลาว่าเราทำอะไร ถ้าเราเผลอคิดไปเรื่องอื่นก็รู้และดึงจิตกลับเข้ามาที่การกระทำนั้นๆ ดิฉันเข้าใจถูกหรือเปล่าค่ะ
ดิฉันรู้สึกว่าการสอนให้บรรลุหลุดพ้นของท่าน เป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถที่จะจับต้องได้ทำได้จริงถ้าฝึก มีบางครั้งที่พูดคุยกับเพื่อนๆ ญาติๆ ดิฉันก็จะพูดถึงแนวความคิดและการฝึกหาหนทางที่จะหลุดพ้นตามที่ได้อ่านและเข้าใจในคำสอนของท่าน แนะนำและให้หนังสือให้เขาไปอ่าน ทั้งๆที่ตัวเองก็ยังไม่ได้บรรลุไปถึงไหน อย่างนี้เราหลงทางผิดหรือเปล่าค่ะ
(ตอนนี้ก็ซื้อหนังสือของท่านเอาไว้หลายสิบเล่มคิดว่าจะนำติดตัวเอาไว้ตลอดเวลาถ้ามีโอกาสในการแนะนำใคร
หรือเจอใครที่กำลังหาทางออกอยู่ก็จะให้กับเขาไปค่ะ แต่ในจิตใจของเราก็ไม่มีความต้องการหรือรู้สึกว่าจะต้องได้อะไรตอบแทนหรือคำพูดขอบคุณอะไรนะค่ะ เพียงแต่เราเคยคิดหาคำตอบจากพุทธศาสนา ไปอินเดียกลับมาก็รู้สึกเหมือนอยู่ในวังวน สร้างพระประทานยกช่อฟ้าบริจาดเป็นไปหลายแสน โลภ โกรธ หลง ก็ยังอยู่ครบองค์ประกอบเลยค่ะ
มีแต่คนบอกว่าอย่าคิดถึงเลยในชาตินี้คงอีกหลายสิบหลายร้อยชาติที่จะต้องสะสมไปกว่าที่จะบรรลุหลุดพ้น บางท่านฝึกมาทั้งชิวิตแต่ตอนสิ้นใจกลับไปยึดติดเข้าอีก เราก็ได้แต่นึกอยู่ในใจ และก็นึกถึงท่านพระองคุลีมาน ขึ้นมาทำไมท่านบรรลุได้ละในชาติที่ท่านหลงผิดด้วย แล้วเราละจะไม่มีหนทางนั้นเลยหรือ
อุตสาห์เกิดมาเป็นคนแถมยังอยูภายใต้พระธรรมคำสั่งสอนอีก แล้วชาติหน้าแน่ใจหรือว่าจะเกิดเป็นคน พอเจอหนังสือและอ่านคำสั่งสอนของท่าน ข้อสงสัยมันหมดไปในทันที พอเริ่มฝึกปฏิบัติ ความโกรธ เกลียด หายไป เจอคนเคยเกลียด ก็ไม่มีความรู้สึกอะไร กราบไหว้อะไรก็รู้ตัวอยู่ตลอดเวลา)
โปรดแนะนำชี้ทางให้ดิฉันด้วยค่ะพระคุณเจ้า
ตอบ
> เราฝึกจิตในระยะแรกให้รู้ตัวอยู่ตลอดเวลาว่าเราทำอะไร ถ้าเราเผลอคิดไปเรื่องอื่นก็รู้
> และดึงจิตกลับเข้ามาที่การกระทำนั้นๆ ดิฉันเข้าใจถูกหรือเปล่าค่ะ
ปฏิบัติได้สมควรแล้ว ปฏิบัติต่อไปเถิด ดูมันเกิด ดูมันดับ และให้เข้าใจว่า "มันเป็นเช่นนั้นเอง"
> มีบางครั้งที่พูดคุยกับเพื่อนๆ ญาติๆ ดิฉันก็จะพูดถึงแนวความคิดและการฝึกหาหนทาง
> ที่จะหลุดพ้นตามที่ได้อ่านและเข้าใจในคำสอนของท่าน แนะนำและให้หนังสือให้เขา
> ไปอ่าน ทั้งๆที่ตัวเองก็ยังไม่ได้บรรลุไปถึงไหน อย่างนี้เราหลงทางผิดหรือเปล่าค่ะ
คำว่า “หลงทาง” นี้ก็คือ “หลงอยู่ แต่ยังคิดว่ากูไปถูก” เช่น ขับรถไปเชียงใหม่ แต่ดันขับลงประจวบ แต่ก็ยังทึกทักว่ากูมาถูกทางแล้ว.... ในทางพุทธศาสนา “หลง” ก็คือ ยังทู่ซี้คิดเห็นเอาเองว่าไอ้สิ่งที่ตนนั่งทำนั่งปฏิบัตินั้นมันพาให้สิ้นวัฏสงสาร พาให้หมดทุกข์ได้ ทั้งๆ ที่มันไม่มีเหตุให้ต้นเหตุแห่งทุกข์ดับได้เลย เช่น โยมหนึ่งเอาแต่นั่งสมาธิเป็นชั่วโมงๆ ด้วยความคิดเห็นที่ว่า ถ้าฉันนั่งไปเรื่อยๆ ฉันจะถึงนิพพานได้เองโดยไม่ต้องพยายามอะไร.... อันนี้มีจริงๆ คนที่คิดเห็นอย่างนี้ อย่างนี้มันก็พาให้นั่งไปจนหมดชีวิตน่ะแหล่ะ... แต่ไม่ได้ลืมตาขึ้นมาดูว่าแท้ที่จริงแล้ว ทุกข์คืออะไร เหตุคืออะไร ถ้าหมดเหตุแล้วเป็นอย่างไร และเหตุใดที่ทำให้เกิดผลอย่างนั้น... เข้าใจมั้ย หากโยมได้เห็นหนทางที่พาไปสู่แหล่งน้ำแล้ว แม้ยังไม่ได้ตักน้ำมาดื่มกิน อย่างนี้โยมจะเปลี่ยนเส้นทางมั้ยล่ะ ดังนั้น พิจารณาเส้นทางให้ดีเถิด
ทุกๆ คนหลุดพ้นจากสิ่งร้อยรัดได้ก็ต่อเมื่อได้มองเห็นว่าสิ่งที่มันร้อยรัดอยู่มันไม่น่าเข้าไปเอา
คนๆ หนึ่ง ที่ผ่านๆ มาเห็นสิ่งๆ หนึ่งเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมและน่าเข้าไปกอดอยู่เสมอ ต่อมาวันหนึ่ง เมื่อได้เห็นสิ่งๆ นั้นอีกครั้งหนึ่ง จิตที่มันคลายจากความกำหนัด มันไม่ได้มองสิ่งๆ นั้นเป็นสิ่งที่น่าเข้าไปกอดอีกต่อไป หากแต่ยังคงใช้สอยสิ่งๆ นั้นตามความเหมาะสม นี่ก็เช่นกัน... อะไรมันเปลี่ยนไป พิจารณาซิ
การให้หนังสือไปอ่านนี้ก็ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่บางครั้งต้องเข้าใจว่า คนบางคนที่มีทิฏฐิมานะเยอะๆ น่ะ อย่างนี้จะเปลี่ยนแปลงได้ยาก นี่ก็ไม่เป็นไร แต่หากเราให้ด้วยความรัก ให้ด้วยความเมตตา เมื่อไม่หวังสิ่งใดตอบแทน ผลของความเมตตาเมื่อเรายินดีที่จะมอบหนทางปฏิบัติให้มันย่อมส่งผลให้มีความสุขความเจริญ ส่งผลให้กิเลสถูกทำลายออก กุศลกรรมทั้งทางกาย วาจา และใจที่เธอได้ประกอบไปเหล่านี้ก็จะส่งผลให้เธอมีความสุขความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป
ในบางครั้ง การอ่านก็ดี อ่านแล้วปฏิบัติตามก็ดี อ่านแล้วบังเกิดผล บังเกิดความเข้าใจก็ดี การที่ได้อธิบายให้ใครฟัง การได้พูดแนะนำก็ดี บางครั้งมันก็เป็นข้อดีที่จะช่วยให้เราได้ทบทวนมากขึ้น เมื่อเราแนะนำหรือพูดออกไป เราก็ต้องไตร่ตรอง และในขณะเดียวกัน พยายามดูจิตของตนเอาไว้ ให้มีสติอยู่เสมอ เพื่อคอยสกัดความกระเพิ่มของกิเลสบางตัวที่มันอาจจะสะท้อนออกมาในขณะนี้ด้วย ความทะนง ความหลงตัวเอง ฯลฯ เหล่านี้จงระวังเอาไว้
จากที่โยมได้ว่ามา ก็คงพอจะเห็นแล้วว่า แท้ที่จริงแล้ว ถ้าคิดผิด มันก็ผูก ถ้าคิดถูก มันก็หลุด... มันอยู่ที่คิดผิด กับคิดถูก หรือพูดง่ายๆ ก็คือ มันอยู่ที่ “คิดเห็นจนมันยึดเป็นตัวเป็นตน” กับ “คิดเห็นไปในทางที่หลุดพ้น”
คนบางคน ศึกษาพุทธศาสนา แต่ไม่ได้หยิบเอาจุดมุ่งหมาย นั่นก็คือ ยุติวัฏสงสาร เพราะยังคิดว่าสิ่งที่เป็นวัฏสงสารนั้นน่าเอาและน่าเข้าไปเป็นอยู่อีก และเมื่อได้ศึกษามาอย่างไม่ครบถ้วน นี่ก็เลยคิดเห็นกันไปแบบผิดๆ คิดเห็นกันไปเองจากการฟังตามๆ กันมาก็ดี กรอกหูกันมาตามๆ กันก็ดี คนนั้นพูดไว้ คนนี้พูดไว้ ทำอย่างนั้นสิดี ทำอย่างนี้สิได้เยอะ ฯลฯ เมื่อความคิดเห็นมันไม่ได้เบ้ไปในทางของการหลุดพ้นจากวัฏสงสาร มันก็เกิดเป็นความคิดเห็นที่ผิดจนต้นเหตุแห่งทุกข์ยังคงอยู่พร้อม เช่น คิดเห็นกันไปว่า “ชีวิตมีเกิดแล้วก็ต้องมีดับ” หรือบางคนก็ว่า “เกิดแล้วก็ตาย ตายแล้วก็สูญทันที” นี่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ทั้งนี้ก็เพราะว่าไม่ได้ใช้ปัญญา หรือแม้แต่การคิดเห็นว่า “เกิดมาหนึ่งครั้งควรสั่งสมบุญเอาไว้เพื่อไปนิพพาน” นี่ก็เพราะไม่เข้าใจคำว่านิพพาน แต่ถ้าพูดว่า “เกิดมาหนึ่งครั้งควรค้นหาทางดับทุกข์” อันนี้จะชัดขึ้น หรือ “เกิดมาหนึ่งครั้งควรค้นหาหนทางยุติวัฏสงสาร” นี่ก็เช่นกัน
อหิงสกะ หรือพระองคุลีมาล ก่อนที่จะบวชท่านก็มีความคิดเห็นที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อการหลุดพ้น แต่เมื่อท่านได้มองเห็นหนทางสิ้นไปแห่งทุกข์แล้วจากการได้ฟังคำสอนของศาสดา ปัญญาก็เกิดพาให้ตรัสรู้ธรรมและหมดสิ้นกิเลสได้ ไม่ต้องไปรอให้เกิดใหม่เหมือนอย่างที่คนหลายๆ คนคิดเห็นกันอยู่ เห็นมั้ย นี่มันเป็นเรื่องการคิดเห็นที่ถูกต้องด้วยกันทั้งนั้น
ดังนั้น การปฏิบัติธรรมอยู่ที่ไหน ก็อยู่ที่นี่ อยู่ที่จิตนี้ ไม่ได้อยู่ที่อดีตหรืออนาคต ไม่ได้อยู่ที่ฉันจะต้องเอาแต่สะสมไอ้นั่นไอ้นี่ อย่างบางคนนี่ถ้างมมากๆ เขาเห็นที่ไหนบอกว่าบุญเยอะๆ เขาก็จะไปกัน ไปเก็บกันเหมือนกับไปเก็บเงินเก็บทอง เพราะคิดว่าบุญนั้นสะสมเอาไว้มากๆ แล้วจะยุติวัฏสงสารได้ แต่คนเหล่านี้กลับคิดไม่ออกว่า เหตุให้นิพพาน เหตุให้ยุติวัฏสงสารยังไม่ได้สร้าง แล้วมันจะเกิดผลเป็นนิพพาน หรือการยุติวัฏสงสารได้อย่างไร...... นี่แหล่ะที่เรียกว่าความงมงาย แม้แต่ในทางพระๆ ก็ยังงมงายกันอยู่ คือ บางคนอาจจะคิดว่าถ้าฉันงมงายในทางพระแล้ว ยังไงซะจุดหมายก็คือนิพพานเหมือนกัน หรือยังไงๆ ก็ถึงเหมือนกัน ทำนั่นแล้วได้บุญเยอะ ชาติหน้าจะไปไปนิพพานที่นั่นที่นี่ ไปทำอย่างนี้ ไปทำที่นี่แล้วจะได้นิพพานอย่างนั้นอย่างนี้ คือ....ความงมงายกับปัญญาน่ะ มันพาให้ไปคนละทาง ปัญญามันชี้ไปที่จุดหมาย แต่งมงายมันไม่ได้ชี้ แต่มันพาให้วนเวียนไปวนเวียนมา
เอาล่ะ ปฏิบัติไปเรื่อยๆ เถิดแล้วจะสิ้นสงสัยเอง