วันเสาร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2553

Fwd: ความพอดีที่ควรทำ

---------- จดหมายที่ถูกส่งต่อ ----------
วันที่: มกราคม 8, 2010 8:52 หลังเที่ยง
หัวเรื่อง: ความพอดีที่ควรทำ

1. พระอาจารย์คะ หนูสับสนกับความพอดีที่ควรทำค่ะ

บ้านของหนูเป็นครอบครัวเล็ก มีกันแค่ 4 คน พ่อ แม่ พี่ และหนู แต่แ่ม่และพี่ชายได้เสียชีวิตไปแล้วด้วยโรคมะเร็ง หนูจึงเหลือพ่อเพียงคนเดียว ตอนแม่เสีย แม่ได้ทำประกันชีวิตไว้ ทำให้เราสามารถปลดหนี้ได้+ เงินจากการทำงานของหนูอีกนิดหน่อย ทำให้เราเป็นไทแก่ตัว หลังจากนั้นหนูก็ทำงานเก็บเงินแ้ล้วก็เรียนต่อ ไม่ได้อยู่ที่บ้าน เพราะต้องเรียนและทำงานไปด้วย พ่อจึงอยู่คนเดียวที่บ้าน แต่หนูให้เงินเดือนทั้งเดือนแก่พ่อ (ประมาณ 10,000 บาท)ส่วนหนูใช้เงินเวรแทน (ประมาณ 5,000-7,000 บาท) โดยที่หนูไม่แตะเงินที่ให้พ่อเลย หนูไว้ใจเขามาก เพราะเห็นเป็นพ่อ หนูพยายามประหยัดมัธยัสถ์ เงินค่าหนังสือ ค่าเสื้อผ้า ค่าอาหาร ค่าเครื่องสำอางค์ และอื่นๆ รวมอยู่ในเงินค่าเวรทั้งหมด (และต้องเก็บไว้เป็นค่าสอบด้วย)

แต่พ่อของหนูกลับเอาเงินที่ให้ไปใช้ไร้สาระ แถมเอาเงินไปให้ผู้หญิง!!! หนูรู้ หนูเสียใจมาก ว่าทำไมพ่อทำแบบนี้ หนูอุตส่าห์อดออมเพื่อไม่ให้พวกเราลำบาก แต่พ่อทำตัวเหมือนอาเสี่ย เพราะมีลูกเลี้ยงดู และหนักกว่านั้น คือ ไปสร้างหนี้ใหม่เป็นเงิน 250,000 บาท (ไม่รวมเงินที่ให้ผู้หญิงอีก 30,000 บาท) ทั้งๆที่ ตอนนี้ก็ผ่อนค่าแอร์ให้อยู่ พ่อจะได้ไม่ร้อนเพราะเป็นโรคความดันโลหิตสูง ไม่ใช่ว่าเรามีเงิน แต่นี่คือเงินที่ไปกู้มาใหม่แล้วถลุงไปกับการพนัน (ยังดีที่ยังไม่มียาเสพติด)

หนูโกรธและเกลียดพ่อมาก ทำไมถึงทำกับหนูแบบนี้ (พิมพ์ไปร้องไห้ไป) หนูต่อว่าพ่อว่า ไม่มีคุณสมบัติของความเป็นพ่อ เคยทำตัวให้ลูกภูมิใจบ้างไหม เรียนก็ไม่สูง งานก็ทำไม่สำเร็จ ถ้าไม่มีแม่ก็ไม่เป็นโล้เป็นพาย สอนให้เข้าทางศาสนา ให้รักษาศีล 5 กับศีล 8 พาไปเข้าวัดฟังธรรม ให้อ่านหนังสือธรรมะ นึกว่าจะช่วยขัดเกลา แต่ไม่เลย ไม่เอาถ่าน ศีล 5 ก็ยังไม่ครบ (โกหกเรื่องเงิน กับเรื่องผู้หญิง แต่ยังไม่ได้มีเพศสัมพันธ์กัน แต่คบหากัน) ถ้าไม่เลิกกับผู้หญิงคนนั้นก็ตัดพ่อตัดลูก เพราะหนูมีแม่เพียงคนเดียว มีพ่อที่เป็นสามีแม่เพียงคนเดียว ถ้าทำไม่ได้ ก็ไม่ต้องนับแล้ว เพราะที่ผ่่านมาหนูทำหน้าที่ลูก ให้เงินใช้ ให้อิสระ ไว้ใจ ชักพาเข้าธรรมะ แต่พ่อกลับมาทำแบบนี้

พ่อเห็นใจคนนั้น แล้วหนูหล่ะ เงินเดือนที่ใช้ 5,000 บาท ทั้งเก็บเป็นค่าสอบครั้งละเกือบหมื่น ค่าคอมพิวเตอร์ ค่าหนังสือ อื่นๆ หนูไม่เคยไปแตะเงินที่ให้พ่อไปแล้วเลย พ่อรู้ไหมว่าหนูต้องยอมอดอะไรบ้าง ถ้าบอกว่าพ่อเหงา พ่อก็เห็นแก่ตัวไปหล่ะ หนูทำงานเหนื่อยแทบตาย ให้พ่อค้าขายนิดหน่อยเพื่อไม่ให้เหงา แต่พ่อกลับออกไปแรด บอกตรงๆเลยว่าพ่อไม่มีปัญหาใช้หนี้ 250,000 บาทหรอกในชาตินี้ พ่อมีงานอะไรทำเหรอ หนูเสียใจที่แม่เสีย มากกว่าพ่อเสีย

พ่อเขาขอแก้ตัว หนูให้ผู้หญิงคนนั้นคืนเงินเข้าบัญชีหนูทุกเดือน เดือนละ 2,000 บาทโดยหนูไม่คิดดอกเบี้ยใดๆ (เอาเงินไปเป็นปีๆ ไม่คิดจะคืนเลย) แล้วให้พ่อเลิกยุ่งซะ ถ้าผิดคำสัญญาครั้งที่ 3 ไม่ต้องพูดกันอีกแล้ว หนูยอมบาป แล้วหนูให้พ่อไปกราบป้ายวิญญาณแม่และพี่ชายให้สำนึกผิด

ส่วนเงิน 250,000 บาทที่ไปสร้างหนี้ อีก 5 เดือนหนูเรียนจบ จะจัดการหนี้ให้ แต่ใจหนูยังโกรธแค้นทุกครั้งที่นึกถึง เงินที่เราควรจะได้มาซ่อมบ้านให้บ้านน่าอยู่ เงินที่จะทำให้พวกเราอยู่กันแบบไม่ฝืดเคืองนักแต่โดนผลาญไปกับผีพนัน แล้วพ่อยังมีหน้ามาบอกว่าคงเป็นเวรกรรมที่เคยไปห้ามไม่ให้คนอื่นเล่นพนัน (โอ้โห ยังเห็นผิดได้อีก)หนูจึงต่อว่า หัดโทษตัวเองซะบ้าง ทุกอย่างเกิดจากการกระทำของตัวเองก่อทั้งนั้น การที่เตือนให้คนทำดี ไม่ได้มาสร้างเวรให้ตัวเองชั่วช้าแบบนี้ หนูพูดเลยว่าชั่วช้า ไร้ยางอาย ไม่มีสามัญสำนึก ไม่มีคุณสมบัติของความเป็นพ่อ แถมยังเห็นผิดเป็นชอบ พ่อเขาก็ขอแก้ตัว

หนูยังคงให้พ่อถือเงินเหมือนเดิม ให้เงินใช้เหมือนเดิม เพราะหนูกลัวเขาลำบาก ตอนนี้หนูพูดคุยกับพ่อเหมือนเดิม แต่หนูเสียใจจังค่ะ ทำไมทำกับหนูแบบนี้ หนูไม่อยากเป็นลูกอกกตัญญู หนูไม่อยากเป็นคนเลว ไม่อยากด่าพ่อด่าแม่ แต่หนูเสียใจเหลือเกิน ต่อไปหนูคงตกนรกเพราะด่าพ่อไว้ แต่หนูไม่พูดไม่ได้ มันไม่ถูก ทำไมเดินทางผิด ทำไมหลงผิด

หนูพยายามอภัยนะ แต่บางครั้งมันนึกขึ้นมาทีไร ก็เสียใจมากมาย

ตอบ.

กรรมคือการกระทำ สิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นในวันนี้ สิ่งทั้งหลายที่มันเป็นอยู่ในวันนี้ ขอให้เธอจงเข้าใจว่า นี้ก็เป็นเพราะกรรมที่ทำกันมาในอดีต ซึ่งเธอนั้นมิอาจจะควบคุมได้เพราะของมันต้องเป็นไปอย่างนั้น กรรมที่ผู้ใดก่อไว้ดีก็ย่อมส่งให้เกิดผลดี แต่เมื่อวันนี้ผลมันไม่ดี ผลมันไม่ได้เป็นไปในทางที่สงบ งั้นก็แสดงว่าเหตุนั้นก่อเอาไว้อย่างนั้น ขอให้เธอจงทำความเข้าใจในเรื่องของเหตุและผลให้ดี เพราะถ้าเธอเข้าใจในเหตุว่าสิ่งทั้งหลายวันนี้ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะมันมีเหตุและผลของมัน ไม่ใช่ว่าจู่ๆ มันก็เกิดๆๆๆๆ แล้วพอมาวันนี้เราก็มาตะโกนตวาดออกไปด้วยความโกรธเกรี้ยวว่า ทำไมๆๆๆๆๆๆหรือ ทำไมเขาถึงทำกับฉันอย่างนี้ๆๆๆๆๆ

จริงๆ แล้วเขาไม่ได้ทำอะไรกับ ฉันหรอก นี่ต่างหากที่ควรพิจารณามิใช่หรือ....

พอมาวันนี้ เราโกรธ... เราพูดจาด่าทอ.... เราไม่พอใจในการกระทำ.... เราหวังดี.... เราเห็นอกเห็นใจ....

ความหวังดี ความเห็นอกเห็นใจ ความกตัญญูกับพ่อแม่ผู้มีพระคุณนั้นเราควรปฏิบัติให้เหมือนเดิม นี้เป็นสิ่งที่ลูกควรกระทำ นั้นถูกแล้ว การแนะนำสิ่งที่ดีให้แก่ผู้มีพระคุณนั้นเป็นเรื่องที่สมควร การพาให้ท่านเดินมาในหนทางที่ถูกที่ควรนั้นแหล่ะสมควรแล้ว....

แต่เธอเอ๋ย... คนเรานั้นไม่เหมือนกัน คนเรานั้นแต่ละคนล้วนมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ คนเราเมื่อเห็นผิดก็ย่อมก่อกรรมภายใต้ความคิดเห็นที่ผิดนั้น ทู่ซี้ทำไปภายใต้ความเห็นที่ผิด หากแม้บุคคลผู้นั้นเป็นผู้มีพระคุณก็ตาม และหากเธอได้เพียรพยายามแล้ว หากได้พยายามชักนำ หากได้พยายามแนะนำสิ่งที่ดี และหากยังไม่เกิดผลใดๆ อย่าลืมที่จะหันกลับมารักษาใจของตน เรื่องของผู้มีพระคุณของเรานั้นจะลองพักเอาไว้ก่อน ปล่อยให้เวลาผ่านไปบ้างก็ดี รักษาใจของตน แผ่เมตตา แผ่ความรัก แผ่ความเข้าใจ แผ่ความเอาใจใส่ การที่ท่านเป็นอย่างไรนั้น นี่ก็เป็นเรื่องของท่านแล้ว บางครั้ง บางเรื่อง บางสถานการณ์ สิ่งที่เรียกว่า “เวลา” อาจจะช่วยตอบโจทย์อะไรบางอย่างได้ เพราะฉะนั้น เรื่องของเราในตอนนี้ก็คือ จงรักษาใจรักษาจิตของตน หันกลับมาดูแลจิตของตน รักษาจิตให้พ้นจากสิ่งร้อยรัดถึงแม้ว่าสิ่งที่มันร้อยรัดนั้นจะดูๆ ไปแล้วมันสมควรที่จะยื้อเอาไว้ก็ตาม

เคยได้ยินคำว่า ปล่อยวางมั้ย

เคยได้ยินคำว่า เอนกายพักผ่อนมั้ย

คำว่า “เอนกายพักผ่อน” นี้ไม่ใช่ว่าฉันจะต้องหยุดแล้วออกไปสูดอากาศต่างจังหวัดแล้วกลับมาเครียดต่อนะ “เอนกาย” ในที่นี้ก็คือ ปล่อยวางทั้งกาย ปล่อยวางตา หู จมูก ลิ้น กาย และจิตเสียบ้าง คือ ไม่ต้องพยายามสานต่อให้เป็นเรื่องราว ไม่ต้องเอาแต่สานเรื่องโน้นเข้าเรื่องนี้ จับเรื่องนั้นมาต่อเรื่องนี้แล้วก็คิดวนกันอยู่แต่อย่างนี้ก็ได้ ในชีวิตๆ หนึ่งของมนุษย์เรานั้น มันไม่จำเป็นที่จะต้องทำสิ่งนี้ก็ได้มิใช่หรือ....

นั่นล่ะ เอนหลังพักดูบ้างสิ ตั้งสติ แล้วหันมาพิจารณาให้แจ้งเถิดว่า สิ่งทั้งหลายนั้นที่เกิดขึ้นมาในวันนี้ คนนั้นเป็นอย่างนั้น คนนี้เป็นอย่างนี้ มันก็เพราะว่า เขาเป็นของเขาอย่างนั้น”.... ใช่มั้ย?

พวกเขาก็เป็นของเขาอย่างนั้นใช่มั้ย?

ผู้มีพระคุณของเราจะทำอะไรๆ ในอดีตไม่ต้องเอามันมารวมไว้ในหัวของเรา เพื่อนร่วมงานของเราจะเป็นอย่างไรนั้น มันก็ไม่จำเป็นต้องมารวมอยู่ที่หัวของเรา นี่เพราะเขาเป็นของเขาอย่างนั้นมิใช่หรือ หือ???

เราว่าอย่างนี้ก็เพราะให้เธอได้หันกลับมาหยุดพักและปล่อยวาง ทำจิตให้ว่างนะ เข้าใจมั้ย... เมื่อเธอพร้อมแล้วค่อยว่ากันอีกที แต่นี่ถ้าวันหนึ่งๆ เธอเอาแต่จุ่มตัวลงไปกับ เรื่องนอกตัวอย่างที่บอกไง มันดูเหมือนกับว่าเป็นเรื่องสำคัญและควรจะให้มันดีในทันทีเลยเสียแต่ตอนนี้ แต่เอาเข้าจริงๆ ต่อให้เธอพยายาม ให้เธอวิ่งรอบสนามกีฬา วิ่งย่ำเท้าแรงๆ กระแทกเท้าแรกๆ เพื่อให้ทุกๆ อย่างเปลี่ยนแปลงไปตามที่หวัง สุดท้ายมันก็เหนื่อยเปล่า เหมือนกับรถติดน่ะ รถติดๆ ติดมากๆ มันก็หงุดหงิด ลองตะโกนดังๆ ด่าๆๆๆๆๆ จนแสบแก้วหู แล้วลองดูสิ รถมันก็ยังติดอยู่เหมือนเดิม แล้วอย่างนี้ เราจะมัวเอามีดเล่มเดิมๆ มาแทงตัวเองอยู่ทำไม....

ปล่อยวางเสียทีสิ

ปล่อยวางแล้วเริ่มตั้งสติให้ดี การปฏิบัติธรรมนั้นจะต้องปฏิบัติที่นี่ ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย จิตนี้ ไม่ใช่ว่าจะต้องไปปฏิบัติที่วัดเท่านั้น วัดอาจจะช่วยให้สงบจิตสงบใจได้มากขึ้น แต่แล้วต้นเหตุมันอยู่ที่นี่ ที่จิตของเธอนี้ใช่มั้ย ตา หู จมูก ที่การปรุงแต่งของจิตใช่มั้ย ที่จิตที่มันไม่เคยเห็นจิตใช่มั้ย ที่จิตมันไม่เคยได้สำรวมระวังในการปรุงแต่งเลยใช่มั้ย????

ตั้งสติ แล้วค่อยๆ แก้ไขปัญหาด้วยปัญญา.... พยายามปลดแอกจิตตนออกจากภาระทั้งหลาย ภาระนั้นก็คือ การแบกหรือ การยึดสิ่งต่างๆ เอาไว้ เธอแบกไว้ เธอยึดไว้ เวลาเธอไปแก้ไขปัญหามันจะคล่องตัวได้อย่างไรเล่า? วางภาระลงด้วยการเจริญสติ ทำสมาธิภาวนา จงภาวนาอยู่เสมอๆ ว่า สิ่งทั้งหลายล้วนแล้วแต่เป็นเช่นนั้นเอง"

นี่ก็ล้วนแล้วแต่เป็นเช่นนั้นเอง คือ ของมันเป็นของมันอย่างนั้น

เขาทำกรรมมาอย่างนั้นในเดือนที่แล้ว เดือนนี้ผลมันก็ปรากฏออกมาอย่างนี้ หรือด้วยความที่เหตุและปัจจัยในวันนั้นมันเกิดขึ้น วันนี้จึงได้ผลออกมาอย่างนี้.... วันนั้นเกิดอุบัติเหตุรถชน วันนี้ผลที่ปรากฏออกมามันจึงเป็นแบบนี้ จงพยายามทำความเข้าใจในเรื่องของเหตุและผล เมื่อเข้าใจได้อย่างนี้ เธอจะหยุดจากการตีโพยตีพายได้ เธอจะไม่มัวมานั่งตะโกนใส่กระจกว่า เพราะอะไร” “ทำไมถึงทำกับฉันอย่างนั้นอย่างนี้และเธอจะไม่มามีคำถามที่ว่า เพราะอะไรๆๆๆที่มันไม่มีทางที่จะได้คำตอบหรอก เพราะทั้งหมดล้วนแล้วแต่มาจากตัณหา ตัณหาที่อยากจะให้มันได้อะไรๆ ตัณหาที่อยากไม่ให้มันเกิดอะไรๆ ตัณหาที่ไม่อยากเป็นอะไรๆ

ทำลายตัณหาเสียด้วยการเจริญสติให้มาก อยู่กับปัจจุบันให้มาก เดินจงกรม ทำสมาธิ ตามดูจิต ลืมตาดูอย่างมีสติบ่อยๆ เวลานั่งสมาธิไม่ต้องหลับตาก็ได้ แต่จงลืมตาบ่อยๆ เราให้ลืมตาบ่อยๆ ก็เพื่อให้มันตื่นตัว ตื่นขึ้นมาจากอาการงัวเงียทั้งหลายเสียที จะเดินหนอ นั่งหนอ นอนหนอ มีสติอยู่เสมอๆ ในทุกอิริยาบถ อย่าปล่อยให้ความเคยตัวที่มันเอาแต่จะวกกลับไปคิดนั่นคิดนี่มามีผลต่อเธอ จงพยายามปรับตัว จงพยายามฝืน จงพยายามเพาะบ่มความแข็งแกร่งของจิตขึ้นมา

และอีกจุดหนึ่งที่เราอยากจะตักเตือนและแนะนำในการปฏิบัติ....

จงพยายามทำตนให้เข้มแข็งด้วยปัญญา.... เธอจงพิจารณาให้ดี การปฏิบัติตนนั้นต้องดำเนินไปในทางสายกลาง สายกลางก็คือ ไม่โอนเอนไปจนตนเองต้องลำบากลำบน และก็ไม่เบ้ไปจนตนเองหลงระเริง ไม่ต้องไปมองใคร จงมองที่จิตตนเท่านั้น ลองสังเกตตนดู หากอะไรที่มันตึงไปก็จงปล่อยมันเสีย และอะไรที่มันหย่อนยานไป ก็จงปรับมันเสีย การปรับปรุงเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้นสำหรับผู้ที่ศึกษาและปฏิบัติธรรมนั้นถือได้ว่าสมควรอย่างยิ่ง บางครั้งอะไรๆ ที่เราเคยอ่านเคยรู้มามันนำพาให้เราปฏิบัติตนอย่างเถรตรงจนไม่กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง หรือไม่คิดที่จะยืนหยัดด้วยตนเอง

หากเธอเห็นกบกำลังจะถูกงูกิน ด้วยความที่เธอเป็นชาวพุทธ เธอจะทำอย่างไร.... จะแสดงความเมตตากรุณาอันสูงส่งด้วยการช่วยเหลือกบตัวนั้นให้มีชีวิตรอดซึ่งอาจจะทำให้งูตัวนั้นตายเพราะไม่มีอาหารกิน จะเอายังไง.... คำถามนี้ไม่จำเป็นต้องตอบหรอกนะ เพราะมันอยู่นอกเหตุเหนือผล มันไม่จำเป็นจะต้องไปควานหาคำตอบ เพราะแท้ที่จริงแล้วมันไม่จำเป็นต้องมีการถามมาตั้งแต่ต้น เข้าใจมั้ย ไม่ต้องมีการปรุงแต่งมาตั้งแต่ต้น แต่คนบางคนก็กระโดดเข้าไปช่วยกบก็เพราะด้วยความเมตตา กบมันดูเหมือนจะน่ารักและน่าสงสารกว่างูถ้าเธอดูหนังดูการ์ตูน กบมันน่ารักกว่างูใช่มั้ย ถ้าคิดอย่างนี้ ทำไมไม่ช่วยพวกแมลงที่ถูกกบตัวนั้นกินเล่า เข้าใจมั้ย เราว่าอย่างนี้ก็เพื่อให้เธอได้มองเห็นว่า เรื่องของการประพฤติตนบางอย่าง ไม่จำเป็นที่จะต้องเถรตรงมากนัก

ดังนั้น การดำเนินชีวิตของตนก็เช่นกัน อย่าปล่อยปละละเลยอะไรๆ จนเกินไปจนกลายเป็นว่าฉันจะต้องรับรู้สิ่งรอบๆ ตัวที่มันกำลังส่งผลให้เกิดกลายเป็นอุปสรรค จงเข้าใจตรงนี้ให้ดี ถ้าเธอรู้ว่าห้องๆ นั้นมียุงชุม เธอจะเข้าไปนอนในห้องนั้นหรือเปล่าเล่า? นั่นล่ะ

ขอจงเข้มแข็งในความคิดเห็นที่ถูกต้อง หากเธอเข้มแข็งด้วยสติปัญญา ไม่ปล่อยให้กิเลสออกนำหน้า จงทำสิ่งต่างๆ ด้วยสติ ด้วยปัญญาที่ต้องการจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเถิด.... คำว่า ธรรมะนั้นไม่ใช่ว่าจะต้องปล่อยปละละเลยให้สิ่งต่างๆ นั้นเป็นของมันอย่างนั้นอย่างเดียว หากจําเป็นต้องแก้ไข ก็จงยืนขึ้นแล้วแก้ไขด้วยสติปัญญา ด้วยความมีสติพร้อมที่ประสงค์จะแก้ไจสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้น

ชีวิต หรือการดําเนินชีวิตที่มันประสบกับปัญหาต่างๆ หากเธอยืนขึ้นแล้วยืนดูพิจารณาอย่างไม่โอนเอน พิจารณาด้วยจิตที่เข้มแข็งและแจ่มแจ้ง การปรุงแต่งที่มันพาให้จิตแกว่งไปซ้ายทีขวาทีจนลนลานไปหมด มันแทบจะไม่ใช่สิ่งสําคัญเลย หากเธอพร้อม ยืนขึ้นและแก้ไขอุปสรรคต่างๆ ด้วยปัญญาเถิด

ขอจงรู้ว่า ด้วยเหตุที่เกิดขึ้น มันจึงเกิดผลในวันนี้ แล้ววันนี้ เราจะเอาแต่นั่งคอตกรอให้มีดมันเข้ามาแทงหรืออย่างไร เขยิบตัวออกไปเสีย ไม่ต้องเอามันขึ้นมาแทง แล้วจงหาต้นตอของมัน แล้วแก้ไขให้มันถูกกาลเทศะ การเป็นอยู่ด้วยปัญญา การเป็นอยู่อย่างคนที่ศึกษาธรรมะนั้นไม่ใช่ว่าฉันจะต้องปล่อยปละละเลยสิ่งที่ถูกที่ควรถึงจะเรียกได้ว่าฉันนั้นมีธรรมะนะ หรือฉันนั้นเป็นคนที่เข้าใจธรรมะนะ เข้าใจมั้ย

เอาล่ะ จงศึกษาและพยายามเข้าใจสิ่งต่างๆ ด้วยความที่มันเป็นของมันอย่างนั้นด้วยสติปัญญาโดยชอบ แล้วจงยืนขึ้น พิจารณาปัญหาที่เกิด แล้วสร้างเหตุให้เกิดผลที่ถูกต้องต่อไปเถิด

เจริญพร