ถามข้อที่สอง (สืบเนื่องจากคําถามที่ผ่านมา)
ผมเพิ่งจบปริญญามาใหม่ๆครับ และผมก็หาเงินได้มากพอควรแล้ว ช่วงนี้ผมเกิดอยากหาประสบการณ์ทางเพศเพิ่ม ผมอยากลองมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงที่หน้าตาดี หุ่นดี ดูบ้าง เพราะที่ผ่านมายังไม่เคยครับ ผมอยากออกไปซื้อบริการ อยากลองให้รู้ว่าเป็นอย่างไร
จากที่ผมเขียนมา ผมรู้ดีครับว่า ถ้าหากผมทำมันก็มีโอกาสที่จะหลงติดอยู่ในกาม ซึ่งไม่รู้จะออกมาได้เมื่อไร หรืออาจจะไม่ได้เลย
แต่ผมกลับมีความคิดที่ว่า ต้องการลอง เพื่อให้รู้ เท่านั้น เมื่อรู้แล้ว เราก็พอซะ
ผมควรทำอย่างไรครับ (ถ้าตัดประเด็นเรื่องโรค และการผูกมัด)
ตอบ. ความคิดคนเรานั้นมันไปได้หลายแง่ บางครั้งก็ตั้งแง่ขึ้นมาเพื่อขอให้ฉันได้เสพ แต่จริงๆ แล้ว ถ้าเธอเสพกามอย่างรู้เท่าทัน เธอก็ได้แค่ความเอร็ดอร่อยของประสาทสัมผัส ได้กามคุณกลับมาเป็นรางวัล
แต่เธอเอ๋ย มีไม่น้อยเลยที่มักจะพลาดพลั้งไปกับการคล้อยตามความคิดเห็นที่ผิด แค่ความคิดแค่เสี้ยวเดียวทีว่าฉันจะลองให้มันรู้ รู้แล้วจะได้ละ มันพาให้ตกอบายมากนักต่อนักแล้ว เธอเป็นผู้ที่ปฏิบัติธรรมหรือเปล่าเล่า หากแม้เป็นนักปฏิบัติหรือเป็นผู้ที่ปฏิบัติธรรมมา เราเองก็ไม่แนะนำให้อาศัยกามเพื่อละกาม เพราะจริตของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน ความแก่กล้าในอินทรีย์นั้นไม่เท่ากัน และวิธีการดำเนินของจิต สภาพจิตใจ ฯลฯ อะไรหลายๆ อย่างนั้นไม่เหมือนกัน แต่ก็มีผู้ปฏิบัติบางคนที่ปฏิบัติมาแก่กล้าเพียงพอที่อาจจะอาศัยกามราคะทำลายกามราคะ อันนี้มีอยู่ เราว่าให้ฟังเพื่อให้ผู้ปฏิบัติท่านอื่นๆ ที่เข้ามาอ่านได้รับทราบในแง่นี้ด้วย
เธอเอ๋ย หากเธอมองเห็นภัยในวัฏสงสาร เธอคงจะไม่คิดเพิ่มเชื้อไฟ แต่หากเธอไม่เห็นภัยในวัฏสงสาร เธอก็อาจจะกระทำสิ่งต่างๆ ซึ่งเหมือนกับเป็นการเติมเชื้อไฟต่อไป ซึ่งมันยังคงเป็นการเสี่ยงที่จะตกอบายได้ ดังนั้น หากเธอปรารถนาเค้กหวานๆ สักก้อน และเธอก็เสพมันอย่างรู้เท่าทัน เธออาจจะบอกได้ว่า โธ่... มันก็แค่นั้นแหล่ะ มันก็แค่สักแต่ว่ารสชาด ไม่เห็นมีเยื่อใยอะไรเลย นี่ ในตอนนั้นเธอก็อาจจะพูดอย่างนี้ได้ก็เพราะว่าเธอนั้นพร้อมด้วยความรู้ตัวและเตรียมตัวรับรสชาดนั้นไว้พร้อมแล้ว และการทานเค้นนั้นมันไม่ใช่กามราคะที่เกี่ยวกับเพศ ประวัติศาสตร์การสู้รบทำสงครามก็มีมานักต่อนักแล้วที่ทำสงครามแย่งชิงสุขทางกามอันเกี่ยวกับเพศล้วนๆ ไม่ใช่แค่อาหาร กามราคะมันแรงกว่าที่เธอคิดไว้ ขนาดมันพาให้เกิดในกามภพก่อเกิดเป็นสัญลักษณ์เพศชาย-หญิงนี้ได้
แต่เธอเอ๋ย สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้ปฏิบัติพลาดกันมานักต่อนักก็คือ ความประมาท
หากเธอยังไม่เห็นจิตตน เธอยังไม่รู้จักจิตของตน สติความรู้ตัว ความตื่นของสติยังมีไม่พร้อม นั่นจึงเป็นช่องทางของกิเลส อาสวะ อนุสัยทั้งหลายจะกระแทกหรือส่งผลขึ้นมา บ้างก็ทำให้คิดหาเหตุผลที่จะผลัดวันประกันพรุ่ง หรือตะแบงไปเรื่อยๆ แถไปเรื่อยๆ เพื่อให้กูได้อย่างที่หวัง และมันก็นำพาให้จิตตกเป็นทาสต่อไปได้อีก ทั้งนี้ก็เพราะด้วยความประมาทเกินไปนั่นเอง
เรื่องความประมาทเป็นเรื่องที่จัดได้ว่าต้องนำมาพิจารณาเอาไว้อยู่เสมอสำหรับทุกๆ คนไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด นั่นคือ มีสติเพื่อไม่ให้หลงกระทำตนอย่างผิดๆ
เธอเอ๋ย ขอจงพิจารณาเถิด ความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดขึ้นที่จิตนั้น ล้วนแล้วแต่ผ่านมาและก็ผ่านไป ลองดู เช้า กลางวัน เย็น ความรู้สึกของเธอนั้นยังคงมีอยู่ 100% หรือไม่ เวลาผ่านไป 1 อาทิตย์ ยังมีอยู่ครบ 100% หรือไม่ มันขึ้นๆ ลงๆ ไปตามเหตุและปัจจัย เมื่อมันขึ้นลงไปตามเหตุและปัจจัยเหมือนกับน้ำขึ้นน้ำลง เธอจะให้มันมามีอิทธิพลต่อตัวเธอทำไม บางครั้งด้วยความหลง เธออาจจะบอกว่า “ขอฉันคล้อยตามสักครั้งเดียว แล้วฉันจะไม่ตามอีก” จงระวังให้ดี เพราะนี่เข้าข่ายของความประมาทเข้าไปแล้ว เคยได้ยินประโยคที่ว่า “เลยตามเลย”, “ไม่เป็นไรหรอก” , “ไม่น่ามีปัญหาหรอก” มันพาให้ตกมานักต่อนักแล้วนะ จงตื่นขึ้นจากการคล้อยไปตามการเปลี่ยนแปลงที่เป็นแค่มายาของจิตเสียเถิด ตื่นขึ้นมาแล้วยืนอยู่ด้วยสติปัญญาที่มองสิ่งต่างๆ อย่างรู้เท่าทันเถิด
เราให้คำตอบเท่านี้ ขอจงพิจารณาเถิดต่อไปเถิด เจริญพร