วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2552

หากโดนแกล้ง โดนบีบบังคับ จะสู้หรือปล่อยวาง

ถาม. กราบนมัสการพระคุณเจ้า

ก่อนอื่น ผมขอเกริ่นเกี่ยวกับตัวผมเองก่อนนะครับ ผมเป็นคนศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก ที่สนใจในหลักปรัชญาต่างๆ รวมทั้งหลักธรรมคำสอนของพุทธ ดังนั้นผมไม่แน่ใจว่าการเขียนจดหมายในครั้งนี้จะผิดถูกกาลเทศะ มารยาทอย่างไรหรือไม่ ถ้าหากมีสิ่งใดไม่สมควร ผมขออภ้ยไว้ ณ ที่นี้นะครับ

จากการที่ผมได้อ่านหนังสือของท่านมา แม้จะยังไม่จบ แต่ผมรู้สึกได้ทันทีว่า คำสอนของท่านนั้นถูกกับจริตของผมอย่างมาก ผมไม่เคยอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับพุทธเล่มไหนแล้วรู้สึกอย่างนี้มาก่อนเลยครับ ถ้าท่านไม่ห้ามไว้ว่า "ไม่อยากให้สงสัย หรือสนใจว่าเราคือใคร เราเป็นใคร อยู่ที่ไหน ฯลฯ" ผมคงตามหาท่านให้ได้

ทีนี้มาถึงคำถามนะครับ

ข้อแรก

จากการที่วันนี้ผมได้นั่งอ่านหนังสือของท่าน เล่ม ประหารกิเลส เล่ม1 จู่ๆผมก็คิดขึ้นมาว่า หากมีเหตุการณ์หนึ่ง ที่ตัวเราโดนแกล้ง โดนบีบบังคับ โดนกระทำต่างๆทำให้เราเจ็บทั้งใจและกาย และหากเราไม่สามารถหนีจากสังคมนั้นไปได้ เช่น เราเป็นลูกจ้าง เพิ่งจะได้งานมาใหม่ ต้องหาเงินเลี้ยงพ่อแม่ ทำงานได้สักพักก็โดนแกล้งต่างๆนาๆ เราควรจะทำอย่างไรดีครับ

ถ้าหนี พ่อแม่ก็จะลำบาก ตัวเราเองก็เช่นกัน และไม่รู้ว่าจะได้งานอีกเมื่อไร ถ้าสู้ แล้วทำให้เค้าไม่สามารถข่มเราได้อีก ก็เหมือนการเลี้ยงกิเลส

ถ้าปล่อยวาง ทำใจกับมัน ยอมรับมัน เราก็จะโดนเช่นนี้เรื่อยไป ซึ่งในอนาคตอาจทำให้เราไม่มีโอกาสได้ก้าวหน้า เนื่องจากโดนกลั่นแกล้งตลอด

ถ้าหากในชีวิตจริง ผมเจอกับสถานการณ์เช่นนี้ หรือใกล้เคียงกัน ผมควรทำอย่างไรครับ?

ตอบ.

เจริญพร ไม่ต้องมากพิธีนะ

จริงๆ แล้ว หากเหตุการณ์นี้มันยังไม่เกิด แล้วจะไปคิดปรุงแต่งไปก่อนทําไม... การคิดปรุงแต่งไปก่อนเป็นสิ่งที่ควรทําอย่างนั้นหรือ ทั้งๆ ที่เราไม่คิดปรุงแต่ง หรือไม่ปล่อยให้มันคล้อยไปกับการปรุงแต่งก็ได้ แต่ไม่เป็นไร .... มีบางประเด็นที่ควรจะต้องทําความเข้าใจอยู่....

การที่เราอยู่ในสังคมนั้น บางครั้งเราต้องแยกแยะให้ถูก และทำความเข้าใจกับการปล่อยวางให้ถูก อย่างคำว่าศีล หรือการรักษาศีลนั้น ไม่ใช่ว่าเราจะต้องจับเอาอย่างเถรตรงเสมอไปก็ได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายและเจตนาของเราทั้งนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้อยู่ที่ภายนอก หากแต่อยู่ที่จิตของตนเท่านั้น ดังนั้น อย่างที่ว่ามา หากเธอปล่อยวางแล้วเป็นอย่างนี้ต่อไป ก็จงตรองดูว่าเหมาะสมหรือไม่ จงใช้ปัญญาไตร่ตรอง อย่าให้อารมณ์และกิเลสไตร่ตรองหรือออกมานำหน้าจนกลายเป็นปล่อยให้ทำตามอารมณ์หรือตามกิเลสด้วยความโกรธเกลียด จงพิจารณาและหาหนทางแก้ไขเสียให้มันถูกต้อง ซึ่งการแก้ไขที่เธอบอกว่ามันเป็นการเลี้ยงกิเลสอย่างนั้น อันนี้เธอต้องพิจารณาด้วยปัญญาให้ดี หากมันจำเป็นต้องแก้ไขเพื่อให้เกิดความเหมาะสม ก็จงทำมันด้วยสติปัญญา อย่าได้ให้กิเลสนำหน้า....

คือคำว่า “ปล่อยวาง” กับ “ละเลย” นี่มันคนละเรื่องนะ อย่างถ้าเธอเป็นครู เธอเห็นเด็กคนหนึ่งทำการบ้านมาผิดสองข้อ เธอตรวจดูแล้วแต่ก็ไม่แก้ไขให้ และก็ปล่อยๆ ไป แล้วก็มาบอกกับตนเองว่า “ฉันปล่อยวางแล้วล่ะ” อันนี้แสดงว่ายังไม่เข้าใจว่าปล่อยวางคืออะไร อย่างนี้เขาเรียกว่า “ละเลย” หน้าที่ที่ควร

หรืออย่างเช่น ถ้าหากที่ห้องนอนของเธอหน้าต่างพังไปหนึ่งบาน ไม่มีหน้าต่าง เธออาจจะดูว่าไม่หนักหนา ฉันหลบไปนอนอีกที่หนึ่งก็ได้ และเธอก็บอกว่า “เพราะผมมันเป็นคนปล่อยวาง หน้าต่างจะพังก็ให้มันพังไป ไม่เป็นไร” พอใครมาฟังเธอพูดอย่างนี้แล้วก็อาจจะดูเหมือนดี คือ ดูๆ ไปเหมือนกับคนที่ไม่เลี้ยงกิเลส ดูเหมือนคนไม่เอาอะไรๆ ดูเหมือนคนที่เข้าใจโลกแล้วว่าโลกนี้ไม่มีอะไร ดูน่าบูชาก็เพราะเอาคำว่า “ฉันปล่อยวาง (แกมละเลย)” มาแปะไว้ที่หน้าผาก เวลาฝนตกหรือเวลามืดค่ำ ก็หลบไปนอนที่อื่น ห้องนั้นก็ปล่อยให้ฝนตกยุงชุกไปตามเรื่องของมัน ก็ถ้ามันปล่อยวางจริงๆ ทำไมไม่ไปนอนตากฝนตากยุงในห้องนั้นเล่า... นี่เขาไม่ได้เรียกว่าปล่อยวาง แต่เรียกว่าไม่ได้ใช้ “ปัญญา” คิด พูดง่ายๆ ก็คือ มีแต่ตัว แต่ไม่มีสมอง เรื่องที่ว่านี้มีจริงๆ นะ

คือ จะทำให้มันดีก็ทำไป บ้านที่เราอาศัยอยู่ก็ดูแลให้มันดี ดูแลให้มันใช้งานใช้การได้ตามความเหมาะสม แต่ถ้ามันจะพังไปตามเหตุของมัน อันนี้แหล่ะ ก็ต้องเข้าใจมัน เข้าใจในการเปลี่ยนแปลงและปล่อยวางมันไป คำว่าปล่อยวางนี้ก็คือ “ปล่อยวาง” ความเป็นเจ้าของในสิ่งเหล่านั้น มันคนละเรื่องกับการพูดว่า “เฮ้ย ยอมๆ ทำใจไปเหอะ ตัดใจเสียเถอะ” เข้าใจมั้ย เพราะคำว่าปล่อยวางมันมีเรื่องของปัญญาด้วย

เหมือนกับรถน่ะ เวลารถเสีย เราซ่อมรถทำไมล่ะ ฝึกปล่อยวางไม่ใช่หรอ ก็ปล่อยมันไปสิ ไม่ต้องไปซ่อม แต่เพราะมันเป็นปัจจัยที่จำเป็นต้องใช้ทำมาหากิน มันจึงต้องซ่อมแซม

หรืออย่างเวลารถยางแตกน่ะ ไปซ่อมไปปะทำไมเล่า ทำไมไม่ขับบดยางไปเรื่อยๆ ล่ะ หือ?

หรือเรื่องของการแปรงฟัน ทำไมเราถึงแปรงฟันล่ะ ปล่อยวางมิใช่หรือ กินเสร็จแล้วก็เข้านอนเลยสิ ฟันจะเป็นยังไงก็ไม่ต้องไปดูแล ไม่ต้องไปแปรงหรอก ปล่อยวางฟันของตนไปเสียสิ... ปล่อยมันไปเลย ไม่ต้องไปรักษา

เวลาเราทำงาน บางทีเราอาจจะถูกกลั่นแกล้งต่างต่างนานา นี่ ไม่ต้องไปแก้ไขมันหรอกนะ เพราะว่าเราฝึกปล่อยวางอยู่ ปล่อยให้มันทำให้หน้าที่การงานของเราพังทลายสิ้นกันไปเลยนะ ไม่ต้องลุกขึ้นอย่างมีสติเพื่อชี้แจงเหตุผล ไม่ต้องแก้ไขปัญหาอย่างคนมีสติปัญญานะ ปล่อยมันไป เพราะว่าเรากำลังฝึก “ปล่อยวาง”.... และก็ขับรถกลับบ้านทั้งๆ ที่ยางแตกไปเรื่อยๆ อย่างนั้นแหล่ะ

เอาล่ะ ถ้าเข้าใจกับคำว่าปล่อยวางดีแล้ว ก็หาคำตอบด้วยตนเองเถิด