กราบนมัสการพระคุณเจ้า
ดิฉันศึกษาธรรม ได้ 5 ปีแล้ว ดิฉันไม่รับประทานเนื้อสัตว์เพราะรู้สึกว่าถ้าเราไม่ซื้อกินเขาก็ไม่ฆ่าเอามาขายเพราะขายไม่ได้ จนมีความตั้งใจอยากอุทิศตนเพื่ออยากเอาธรรมะไปเสนอให้ใกล้ตัวของคนรอบข้างและเพื่อนมนุษย์ให้ได้มากที่สุด เท่าที่ดิฉันจะมีแรงกายและแรงปัญญาที่จะทำได้
ถึงจะมีความตั้งใจมากและรู้ว่าเป็นโสดปฏิบัติง่าย แต่ด้วยความที่เรายังมีความรู้สึกต้องการความรัก(เพราะเราขาดความรับการครอบครัวตั้งแต่เด็ก) ประมาณ2ปีที่แล้วความรู้สึกนี่รุนแรงมาก จนหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองที่ว่า ใช้ชีวิตคู่ก็อุทิศตนได้ จึงได้ตัดสินใจใช้ชีวิตคู่ตั้งแต่นั้นมา
ตอนนี้ดิฉันเข้าใจการใช้ชีวิตคู่แล้ว ดิฉันมีความสุขพร้อมในชีวิตคู่ สามีเป็นคนดี มีการงานการเงินที่ดี ให้อิสระกับดิฉันเหมือนเป็นเพื่อนกัน แต่เขาไม่สนใจธรรมะ ไม่มั่นใจพระพุทธเจ้ามีจริงไหม ฆ่าสัตว์เล็กเช่นมด ยุง แมลง สูบบุหรี่ เวลาอยู่นอกบ้านก็กินเนื้อสัตว์อย่างที่ว่าเอร็ดอร่อย โมโหง่ายเวลาขับรถ ติดความสะดวกสบาย แต่เห็นคนน่าสงสารก็ชอบช่วยคน ข้อสำคัญคือดิฉันอธิบายให้เขาเข้าใจยากมาก เพราะเขาไม่ใช่คนไทย รู้คำศัพท์ไม่เยอะทั้งภาษอังกฤษและภาษาไทย แค่สื่อสารได้เท่านั้น
เมื่อดิฉันศึกษาธรรมะลึกเข้าไปจึงคิดได้ว่าชีวิตพรหมจรรย์ดีที่สุด และเราสามารถสร้างความบริบูรณ์ทางใจได้เอง ดิฉันเบื่อกามราคะมาก ดิฉันกลัวที่สุดคือมีลูกเป็นบ่วง ทำให้ดิฉันไม่อาจทำตามความตั้งใจแต่แรกเริ่มเดิมทีได้อย่างอิสระ เรื่องสามีเป็นเรื่องที่ตัดง่ายกว่าเรื่องลูก คำถามก็คือ ดิฉันควรจะจบชีวิตคู่เสียแต่บัดนี้หรือไม่เพราะอะไร มีแนวทางไหนบ้างที่ดิฉันจะได้บำเพ็ญธรรมอย่างละความเห็นแก่ตน ตอบแทนพระคุณพระศาสนาได้ ดิฉันหวังทำชีวิตนี้ให้คุ้มค่าที่สุดกับการเกิดมา
ขอบพระคุณพระคุณเจ้าเป็นอย่างสูง
ตอบ
เจริญพร.... จากที่อ่านมา ลองพิจารณาอีกทีซิ ถ้าหากว่าคุณโยมผู้เป็นสามีนั้น เขาได้หันมาทางธรรมะเล่า ได้หันมาศึกษาธรรมะ หันมาฟัง หันมาเปลี่ยนแปลงนิสัยใจคอ เธอยังคงคิดว่าชีวิตพรหมจรรย์ยังดีที่สุดอยู่อีกมั้ย? หือ เธอยังคงคิดว่าการจบชีวิตคู่นั้นยังดีอยู่อีกหรือไม่?? หือ... ลองพิจารณาดู ที่เราถามเช่นนี้ก็เพื่อให้ลองสอบทานตนให้ดี เพื่อให้วกกลับมาดูว่าเราไม่ได้ตัดสินใจอะไรๆ เพราะอิทธิพลจากความเบื่อหน่ายชั่วครั้งชั่วคราว
บุคคลใดนั้น หากได้ตระหนักเห็นถึงทุกข์ หากได้ตระหนักเห็นถึงหนทางดับทุกข์ เมื่อนั้น ใจมันก็จะพาเท้าให้ย่ำเข้าป่า หรือออกหาสถานที่เพื่อสำรวมบำเพ็ญเพียรภาวนาเอง เพื่อหาทางหลุดพ้น เพื่อหาทางทำลายความยึดมั่นถือมั่น แต่ไม่ใช่ว่าเบื่อลูกหลานไม่เชื่อฟัง เลยหนีมาอยู่ในป่า
แต่กระนั้นเลย ลองถามตนเองอีกหลายๆ ครั้งเมื่อเวลาผ่านไปหลายๆ เวลา ถามว่า ตัวเรานั้นยังคงมีความคิดเห็น และความตั้งใจเช่นนี้อยู่อีกหรือไม่ ที่ต้องถาม ก็เพื่อที่จะย้ำเตือนและสกัดความทะยานอยาก เข้าใจมั้ย เพราะหากว่าเท้าพาเดินไปสู่ความเป็นพรหมจรรย์ แต่ลืมสกัดความทะยานอยากที่จะสำเร็จประโยชน์ หากวันใดวันหนึ่งในระยะเวลาที่หวังเอาไว้ หกเดือน เจ็ดเดือนก็แล้ว พอมันไม่สำเร็จประโยชน์ ไม่หวือหวา หรือไม่โลดโผนอย่างที่หวัง มันจะหันกลับมามองและขอย้อนกลับไปที่เดิมหลังจากถามตัวเองแล้วว่า “ฉันจะกลับไปดีมั้ย”
เรากล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่า วิริยะที่มาจากความศรัทธาในการที่ได้ฟังธรรม หรือแม้แต่ความศรัทธาจากการที่ตนเกิดความเข้าใจในอะไรๆ แล้วนั้น สุดท้ายก็ยังคงตั้งอยู่ได้ไม่นาน เคยมีโยมคนหนึ่ง ขับรถมาจากกรุงเทพคนเดียว มาขอมอบกายถวายชีวิตให้แก่พระพุทธศาสนา เวลาผ่านไปไม่นานนัก ไม่กี่เดือน ศรัทธาในการปฏิบัติพรหมจรรย์ก็ลดลงเพราะยังคงเห็นว่าสุดทางโลกีย์นั้นยังเป็นสิ่งที่น่าเข้าไปเชยชมอยู่ ขอสักนิด แค่นิดเดียวก็ยังดี นี่ มีนะอย่างนี้ สุดท้ายก็ไม่ต่างไปจากหนอนที่คลานกลับเข้าไปหากองดินกองทรายหลังจากถูกเขี่ยขึ้นมาสักพักหนึ่ง เข้าใจมั้ย ถ้าหากว่าจิตของเราทั้งหลายยังคงไม่เห็นโทษ ยังคงมีความคิดเห็นว่าการได้อยู่ในทางโลกีย์คือสิ่งที่ดี อย่างนั้นคือสิ่งที่ดี อย่างนี้คือสิ่งที่น่าเสพ สุดท้าย เดี๋ยวก็ต้องไหลกลับไปตามนั้นอยู่ดี
ขอจงพิจารณา แต่ถ้าหากบุคคลใดที่ได้ตระหนักแล้ว ด้วยปัญญา ใช้ปัญญาพิจารณาจนได้ตระหนักถึงทุกข์ของการเกิด ตระหนักถึงความสิ้นไปของทุกข์ ต้นเหตุแห่งทุกข์ เมื่อมองได้ชัดแจ้งแล้ว เมื่อนั้น กามราคะมาฉุด มันก็ไม่กลับ เพราะคนที่ไม่ชอบทางเครื่องใน เขาจะทานได้อย่างนั้นหรือ? นี่เช่นกัน เมื่อคลายกำหนัด เท้าก็ย่อมหันเข้าไปหาทางสงบสงัดเอง เหมือนกับหนอนที่คลานกลับไปหากองดินนี่แหล่ะ แต่นี่มันจะคลานออกไปในทางตรงกันข้าม คือ คลายออก อะไรที่มันยึดอยู่ มันก็เริ่มคลายออก การที่เริ่มคลายออกนี้ เพราะปัญญามันเห็นแจ้ง หาใช่เป็นเพราะอารมณ์เบื่อหน่ายแบบโลกๆ เช่น เบื่อลูกหลาน เบื่อเพื่อนร่วมงาน เบื่องาน เบื่อสามี เบื่อภรรยา หรือเบื่อการทำงาน ถ้าปัญญามันแจ้งแล้ว เดี๋ยวมันก็หาหนทางของมันไปเอง เพราะถ้าหากบุคคลเหล่านั้นจำเป็นจะต้องอยู่ในเพศฆราวาส ก็อยู่เพื่อทำหน้าที่ ทำคุณประโยชน์ เพื่อดูแลครอบครัว เขาก็ย่อมทำได้ เพราะหากสิ่งนั้นยังคงเป็นหน้าที่อยู่ ก็ทำหน้าที่ต่อไปด้วยความไม่ยึดมั่นถือมั่น ใช้ชีวิตไปอย่างไม่ยึดมั่นถือมั่น อย่างนี้ก็มีให้เห็น แต่เมื่อหมดหน้าที่แล้ว วางภาระได้แล้ว จะหันเข้าหาทางสงบนั้นก็เป็นไปตามเหตุปัจจัยในอนาคตต่อไป มันเป็นปัจจัตตัง เรื่องของใคร คนนั้นเขาก็ย่อมรู้ของเขาเอง ตัดสินใจเขาเอง แต่ที่แน่ๆ ดำเนินชีวิตไปอย่างไม่ยึดมั่นถือมั่นจวบจนวินาทีสุดท้ายก่อนแตกสลาบ มันก็หมดทุกข์ได้เหมือนกัน
... ที่เรากล่าวมา ทุกอย่างล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นที่จิต จงใช้ปัญญา ค่อยๆ พิจารณา ค่อยๆ ลำดับ เรียบเรียง เอาแค่พอเหมาะ ค่อยๆ ไตร่ตรองให้ดี การตัดสินใจใดๆ ขอจงใช้ปัญญานำหน้า อย่าให้การปรุงแต่งทั้งหลายของจิตออกหน้าแล้วพาเท้าเดิน แต่จงใช้ปัญญานำพาเท้าให้เดินเถิด