วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552

ตอบ จม.คุณภาจิรา

ถาม. ขอเรียนถามอาจารย์ว่า ระหว่างที่มีสติอยู่กับอิริยาบถย่อยในชีวิตประจำวัน  ซึ่งเริ่มมีการพัฒนาขึ้น  โดยเฉพาะการเดิน เกือบจะเป็นอัตโนมัติแล้ว (ไม่ค่อยได้นั่ง หรือเดินจงกรม) เมื่อใจว่างจากความคิดฟุ้งซ่านเป็นสมาธิดี  เราควรเริ่มพิจารณาในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเลย หรือไม่  เช่นมรณานุสติ ซึ่งทำได้ไม่ดีเลย คอยจะวอกแวก เมื่อพบกับคนใกล้ตัว คือพี่ชายกำลังเป็นอัมพาต  เหลือความรับรู้ แค่ 20%  แม้จะพยายามท่องว่า “ใคร ๆก็ตายโว้ย” ก็ยังเอาไม่อยู่ เพราะพี่ชายไม่ได้รับการรักษา ลูกเมียทิ้งไว้ในบ้าน  พยายามช่วยอย่างไรก็ไม่สำเร็จ เข้าไปเอาตัวมารักษาไม่ได้ ( เมียกับลูกชายที่เรียนทางโลกเยอะมาก แต่ป่วยจิตขั้นร้ายแรงทั้งคู่)

ถ้าพิจารณาความจริงข้อนี้ไม่ได้ ก็ทำแค่มีสติให้รู้ตัวเท่านั้นก็พอ ถูกต้องไหมคะอาจารย์      โยมขอกราบขอบพระคุณในเมตตาของอาจารย์ที่กรุณา เขียนหนังสือออกมาให้คนที่หาที่พึ่งทางใจได้ค้นพบ ไม่เพียงแต่ทำหน้าที่อบรมสั่งสอนอยู่แต่ในวัดเท่านั้น

ตอบ จงถอยออกมา พยายามถอยออกมาเป็นแค่ผู้ดู ดูจิตตัวเองนั่นแหล่ะดีแล้ว ค่อยๆ ถอยออกมา พยายามระงับการปรุงแต่งฟุ้งซ่านโดยการตามดูจิต เมื่อปกติเราทำงานทำการ เดินหนอ ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา หยิบ ทำ ฯลฯ จงรู้ตัวอยู่ที่การทำนั้นให้ต่อเนื่องเข้าไว้ เมื่อฟุ้งซ่านก็จงดักมัน ตามดูมันเกิด ตามดูมันหายไป ดูให้รู้ว่าแท้ที่จริงแล้ว มันก็แค่คลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง มันเกิดขึ้น แล้วมันก็ไป แม้กระทั่งสมาธิที่ดีๆ ก็เช่นกัน อย่าประมาท 

จงพิจารณาเข้าสู่ไตรลักษณ์ สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่น และเมื่อท่องประโยคว่า “ใครๆ ก็ตายโว้ย” นั่นล่ะ ท่องแล้วก็จงสอนจิตให้เห็นแจ้งเสียก่อนว่า สุดท้ายแล้วมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆให้มันเกิดปัญญาตระหนักขึ้นมาจริงๆ เพื่อให้ความยึดมั่นถือมั่นของกูมันกระเทือนคลายออกไปด้วย ให้จิตของเธอมันคลายออกก่อน เมื่อมันคลายออกแล้ว มองไปยังโลกภายนอก มันก็เห็นแจ้งได้ว่า เมื่อมีเกิด มันก็ต้องมีดับ มันก็เป็นไปตามเหตุและปัจจัยใช่มั้ย ให้ปัญญามองเห็นสภาพที่แท้จริงอย่างนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะเหตุ และเมื่อมันจะดับ มันก็ดับเพราะเหตุ อย่างคนป่วย ป่วยวันนี้มันเพราะมีเหตุ เหตุมันมาอย่างไร นี่ก็เป็นผลที่มาจากเหตุนั้น มันเป็น “ของมันเป็นอย่างนั้น” อย่าเอาจิตของตนจุ่มเข้าไปในทุกๆ อย่าง จงวางภาระลง แล้วรักษาจิตให้ดี

ขอจงมองโลกให้เป็นของว่าง มองโลกด้วยไตรลักษณ์ 

แท้จริงแล้วไม่มีใครเกิด ไม่มีใครตาย มีแต่ธรรมชาติที่ไหลไปตามเหตุและปัจจัย ฝนตกลงมาโดนเสื้อผ้าที่ตากไว้ มันก็ต้องเปียก เหตุมันมาอย่างนี้ ผลก็ต้องออกมาอย่างนี้ แต่เราใช่มั้ยที่ไม่อยากให้มันเป็นอย่างนั้น 

นั่น... กบตัวหนึ่งอยู่บนก้อนหิน ฝนตกกิ่งไม้หักลงมาทับกบตาย ของมันเป็นของมันอย่างนี้ เหตุมาอย่างนี้ ผลก็ต้องออกมาอย่างนี้ แต่เราที่เหนื่อยใจกับสิ่งต่างๆ เป็นเพราะว่าเราจุ่มเข้าไปร่วมเล่นกับมันหรือเปล่า มันมีอะไรเหนี่ยวเอาไว้หรือเปล่า นั่นล่ะ คลายออกมาเสีย แล้วเธอจะพบทางออก เจอทางแก้ไขเอง

แล้วก็ด้วยเหตุคือความหลง วันนี้สัตว์ทั้งหลายจึงต้องจมอยู่แต่ในกองทุกข์ หาต้นเหตุที่มันส่งผลให้เกิดภพเกิดชาติไม่ได้ และเมื่อเธอมองไปที่สัตว์ทั้งหลาย ที่เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ร่วมสุขของเธอ เธอสงสาร เธอเห็นใจ จงตามดูการเกิดดับของมันเสีย ดูมันเกิด ดูมันดับ ช่วยเหลือด้วยความเมตตา และในขณะเดียวกัน จงมองดูการปรุงแต่งของจิตที่มันพาให้ถอยจมไปกับกองทุกข์อยู่เสมอ ตามดูมันแล้วประหารมันด้วยปัญญาที่มีไตรลักษณ์เป็นอารมณ์ เพราะแท้ที่จริงแล้ว มันไม่มีตัวมีตน มันเป็นอนัตตา บังคับ ควบคุม ตามจับตามควบคุมให้เป็นอย่างที่ต้องการไม่ด้เสมอไป ดังนั้น อย่าปล่อยให้การปรุงแต่งทั้งหลายซัดให้เป๋ พยายามพยุงตัวเข้าไว้ มองโลกเป็นของว่างเข้าไว้ เมื่อรักษาใจเธอให้ผ่องแผ้วจากการถูกรุกรานด้วยการปรุงแต่งต่างๆ ได้แล้ว เมื่อรู้จักจิตของตนพอสมควรแล้ว ต่อไปย่อมรู้ได้ด้วยตัวเองว่าควรจะทำอย่างไรกับปัญหานานาประการเหล่านั้น เจริญพร