วันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2551

กําลังใจแด่ผู้เพียรเผากิเลส

นี่... ผู้เพียรเผากิเลสทั้งหลาย เคยพักผ่อนสบายๆ กันบ้างมั้ย ถ้าเหนื่อยนัก ก็พักบ้างเสียเถอะนะ ออกไปพักผ่อนบ้างก็ได้ ถ้าการปฏิบัติของตนมันตึงเกินไป ก็หยุดนิ่งบ้าง หยุดการไตร่ตรองอะไรๆ เสียบ้างก็ได้ อย่าเร่งรีบที่จะทําอะไรเร็วๆ การเผากิเลสนั้นไม่ใช่การเดินทางไปไหน อย่าเร่งรีบที่จะนั่งให้ได้นานๆ หรืออย่าเร่งเอาแต่นั่งกดหนังตานิ่งๆ อย่างเดียว ยืนบ้าง เดินบ้าง นอนบ้าง ไปทํางานทําการเสียบ้าง จะออกไปกวาดลานวัดบ้างก็ได้ ลุกไปกวาดบ้างกวาดช่องบ้างก็ได้ ไปหาลูกหาหลานช่วยเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานบ้างก็ได้ จะลุกไปกินน้ำหวานๆ หรือลุกไปเดินในสวน ลุกไปสูดอากาศ หรือไปฟังเพลงเบาๆ บ้างก็เอา หรือจะไปหาอะไรทานหวานๆ เย็นๆ ชื่นใจก็เอา หรือจะเหยียดแขนเหยียดขาคลายกล้ามเนื้อบ้างก็เอา หรือจะให้ลูกหลานมาช่วยคลายเส้นให้ก็เอา นั่น บีบแรงๆ ที่ท้ายทอยให้พ่อให้แม่หน่อย นวดแขนนวดขาให้ปู่ให้ย่าหน่อย อย่าเถรตรงมากเกินไปนักจนกลายเป็นกฎระเบียบว่าฉันจะต้องแตกต่างจากคนอื่นโดยการอยู่ให้เฉยที่สุด วางเฉยทําหน้าชาๆ ให้มากที่สุด อยู่นิ่งๆ ต้องไม่รู้รสชาด ห้ามดีใจ ห้ามยิ้ม ต้องไม่ฟังอะไรเลย ต้องไม่ถอนหายใจ ต้องไม่บีบนวดยามปวดเมื่อย ต้องไม่เหยียดแข้งเหยียดขา ต้องไม่หาวไม่นอน ฯลฯ ขอจงมีสติรู้เท่าทันการปรุงแต่งทั้งหลายเหล่านี้ และจงถอยออกมาอยู่กลางๆ เสีย ถ้ามันตึงเกินไปนักก็ถอยกลับมาครึ่งหนึ่ง เมื่อพักผ่อนแล้วก็ลองกลับไปดูใหม่ ถ้าเหนื่อยก็จงพักเสียบ้าง... สักวันหนึ่ง เธอทั้งหลายจะรู้และเข้าใจถึงคําว่าทางสายกลางได้เอง

ผมได้ญาณที่สี่แล้ว

ถาม ผมได้ศึกษาและปฏิบัติธรรมมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ผมสงสัยในข้อธรรมบางอย่างเกี่ยวกับการดำเนินในทางการปฏิบัติสมาธิภาวนาครับ คือ เรื่องญาณกับฌาน เท่าที่ผมได้อ่าน สรุปความว่า เมื่อเราทำสมาธิไปจนถึงอัปปนา ถ้าหยุดแค่นั้นก็จะเป็นการเข้าฌานหรืออย่างไร ซึ่งเป็นทางสมถะภาวนา แต่ถ้าไปทางวิปัสสนาภาวนา ให้ถอนออกมาเป็นสมาธิระดับกลาง แล้วพิจารณาสิ่งต่างๆ ด้วยไตรลักษณ์ และผลของการวิปัสสนาจะเกิดเป็นญาณ ไต่ไปจนถึง 16 ขึ้น เมื่อพ้นญาณสุดท้ายก็จะได้เป็นพระโสดาบัน สกิกทาคามี อนาคามี และอรหันต์ ซึ่งในญาณแต่ละอันก็ได้มีการอธิบายถึงผลที่เกิดขึ้นจากญาณนั้น ซึ่งผมก็มีหนังสือที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อยู่ เช่น ได้ญาณที่ 4 จะมีอาการแสดงออกมาอย่างนี้ นั่นคือ ผมสามารถวัดระดับตัวเองได้ใช่ไหมว่าผมปฏิบัติถึงขั้นไหน หรือผมควรจะศึกษาอย่างไรเพิ่มเติม อย่างนี้แน่ใจได้มั้ยครับว่าผมมาถูกทางหรือไม่
 
ตอบ แล้วทุกข์ลดลงบ้างมั้ยล่ะเธอ
โดนใครชี้หน้าด่ากราดมา ความกรีดแทงลดลงบ้างมั้ย
เธอซื้อหมูปิ้งมากิน แบ่งให้สุนัขแม่ลูกอ่อนสัก 1 ไม้โดยไม่เสียดายได้มั้ย
ความยึดมั่นถือมั่นในของๆ กูมันลดลงบ้างมั้ย
คนๆ นั้นทำงานเก่ง เจริญรุ่งเรือง ยังอิจฉาอยู่มั้ย
ความโลภ ความโกรธ ลดลงบ้างมั้ย
ตาเห็นรูปหญิงสาวๆ สวยๆ ความหมกมุ่นในกามมันลดลงบ้างมั้ย
รถคันนั้นออกมาใหม่ สวยมาก ยังอยากได้อยู่มั้ย
โทรศัพท์มือถืออันนั้นออกใหม่ มีแล้วเท่ห์ ยังอยากเท่ห์อยู่มั้ย
ไปลองพิจารณาดู

ปฏิบัติธรรมมานาน แต่ทําไมยังตีอกชกตัว

ถาม คุณป้าของดิฉัน ท่านเป็นนักปฏิบัติธรรมที่เคร่งมากท่านหนึ่ง และรู้สึกว่าการปฏิบัติธรรมช่วยส่งผลดีต่อมนุษย์ได้จริงๆ คุณป้าของดิฉันจะพูดอะไรออกมาก็โยงเข้าเรื่องธรรมะได้หมด แล้วดูเหตุผลน่าเชื่อถือมได้ แต่เมื่อไม่น่ามานี้ ดิฉันได้เห็นคุณป้าของดิฉันทะเลาะกับคนในบ้าน ท่านโมโหอย่างรุนแรงและต่อว่าคนในบ้านอย่างไม่น่าเชื่อว่าคนปฏิบัติธรรมจะพูดอย่างนี้ได้ และท่านก็เอาศรีษะโขกผนังห้อง จนดิฉันต้องเข้าไปรั้งตัวออกมานั่งที่เตียงนิ่งๆ และท่านก็ตีอกชกตัวอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน ดิฉันรู้สึกเศร้าใจและสงสารคุณป้าอย่างมาก อีกใจหนึ่งดิฉันก็สงสัยว่าการปฏิบัติธรรมของคุณป้าดิฉันมาถูกทางหรือเปล่า

ตอบ ทุกข์ลดลงหรือเปล่าล่ะ ต้องให้เจ้าตัวได้พิจารณาว่าทุกข์นั้นลดลงบ้างมั้ย ความถือเนื้อถือตัวลดลงบ้างมั้ย ความกรีดแทงเมื่อประสบอะไรๆ ลดลงบ้างมั้ย จิตใจผ่องแผ้วบ้างมั้ย ถ้าจะถามว่าการปฏิบัติของตนถูกทางหรือไม่ ความคิดเห็นที่ส่งผลออกมาเป็นพฤติกรรมทางกาย วาจา ใจที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นนั้นต่างจากความเข้าใจในภาคทฤษฎีนะ นี่ล่ะ จงไปพิจารณากันอย่างนี้

ญาณสิบหกซ้อนกันเป็นอย่างไร

ถาม ผมเคยไปปฏิบัติธรรม ณ ที่แห่งหนึ่ง ผมได้ยินวิทยากรพูดว่า หากได้ญาณสิบหกครั้งหนึ่ง ถือว่าสำเร็จโสดาบัน ถ้าหากได้ญาณสิบหกอีกครั้งหนึ่ง ก็คือได้สกิกทาคามี ถ้าหากได้ญาณสิบหกอีกครั้งหนึ่ง ก็คือได้อนาคามี และถ้าหากได้อีกครั้งก็คือเป็นอรหันต์ แล้วผมก็ถามวิทยากรว่า การได้ญาณสิบหกอีกครั้งนั้นคือได้ญาณสิบหกซ้อนกันอีกที วิทยากรก็ตอบว่าให้ปฏิบัติไปเถอะ ยังอีกไกลกว่าจะถึง ผมเข้าใจว่าอีกไกล แต่ผมมีความขัดข้องใจในเรื่องนี้จนบางครั้งผมต้องหาหนังสือเรื่องนี้มาอ่านแต่ก็ไม่พบคำตอบ คือ ยิ่งอ่านก็ยิ่งสับสน เพราะแต่ละเล่มๆ ก็พูดไม่เหมือนกัน ขอให้ท่านอาจารย์ช่วยไขข้อข้องใจนี้จักขออนุโมทนาในความสว่างนี้ครับ

ตอบ เอาล่ะ จงตามดูความสงสัย ดูการเกิดดับของความสงสัยใคร่รู้ทั้งหลาย มันสงสัยใช่มั้ย สักพักเดี๋ยวมันก็หายใช่มั้ย เดี๋ยวมันก็มาอีกใช่มั้ย พอเราไปทำอย่างอื่น ไปกินข้าว ไปห้องน้ำ มันก็หายไป สักพักเดี๋ยวมันก็มาใช่มั้ย นั่นแหล่ะ แม้ความสงสัยมันก็ไม่เที่ยง มันเปลี่ยนแปลงไปมาตามเหตุและปัจจัย อย่าไปให้มันมามีอิทธิพลต่อการปฏิบัติสิ ถ้าจะให้เราตอบ เราก็ขอให้พิจารณาอย่างนี้ก็แล้วกัน เธอจงวางคำว่าญาณคำนี้ไปก่อน วางไว้เฉยๆ ไม่ต้องไปยุ่งกับคำๆ นี้ จงปฏิบัติด้วยความไม่ยึดมั่นถือมั่น ปฏิบัติไปภายใต้ความคิดเห็นที่ไม่ก่อให้เกิดความยึดมั่น จงปฏิบัติธรรมไปเพื่อให้ทุกข์ลดลงสิ คือ จุดหมายของพุทธศาสนาคือยุติการเกิดใช่มั้ย ทำลายวัฏสงสารใช่มั้ย ถ้าใช่ ก็จงทำให้แจ้งอย่างนี้ ถ้าจุดหมายของการปฏิบัติคือ อยากจะได้โสดาฯ สกิกทาคาฯ หรืออนาคาฯ ซึ่งผลก็คือการที่กิเลสมันลดลงทุกข์ลดลงล่ะก็ เธอก็ไม่ต้องไปบัญญัติอะไรๆ ทั้งนั้น ขอแค่ให้เธอปฏิบัติเพื่อให้ทุกข์นั้นลดลง เพื่อให้ความกรีดแทงนั้นลดลง เมื่อทุกข์ลดลงแล้วยังจะเอาญาณมานับหรือเอาชื่อมาประดับอีกหรือ? ถูกมั้ย จี้ลงไปที่นี่ จี้ลงไปที่ต้นเหตุแห่งทุกข์เสีย แล้วทำลายความยึดมั่นถือมั่นอันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์เสีย จี้ลงไปตรงๆ อย่างนี้ ไม่ต้องแวะที่อื่นก็ได้ถ้าจะทำลายวัฏสงสาร เข้าใจมั้ย อย่านั่งนับเลข 1 ถึง 16 อยู่เลย อยากจะนับก็นับตรงนี้เลยสิเอ้า... แต่เมื่อจะดับทุกข์ล่ะก็ อย่าไปนับแล้วทุกข์ดับ แต่จงทําลายต้นเหตุเพื่อให้ทุกข์ดับเถิด