วันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2550

ปฏิบัติแล้วมักจะแพ้กิเลสกามราคะ เอาชนะอย่างไร

2. ถาม ผมปฏิบัติติดต่อกันได้เช่นนี้ 30 วัน บ้าง, 60 วันบ้าง แล้วมักจะแพ้กิเลสกามราคะ ทำให้ผิดศีลข้อ 3 อยู่เรื่อยๆ มีวิธีเอาชนะอย่างไร ผมก็รู้ว่ามันไม่ดี ทำไปก็ปลงไป สลดสังเวชตัวเอง เสร็จแล้วผมก็ตั้งใจถือศีลปฏิบัติธรรมใหม่ วนเวียนอยู่อย่างนี้เป็นปีๆแล้วครับ

ตอบ เธอก็พิจารณาสิว่าการที่เธอกลับไปเสพ วนเวียนกลับไปเพื่อเสพกามนั้นมันเกิดจากอะไร เพราะว่าติดใจในรสของมันอย่างนั้นหรือ เธอกลับไปเสพอีกเพราะมันเคยชินกับการที่ได้คล้อยตามไปกับความต้องการที่เกิดขึ้นอย่างนั้นหรืออย่างไร เมื่อพบสาเหตุของการพ่ายแพ้ต่อกิเลสแล้วว่าเป็นเพราะว่าเรามักจะอ่อนข้อให้กับมันมาก่อน เมื่ออ่อนข้อมาครั้งหนึ่ง มันก็จะติดเป็นนิสัย +1 เธอกลับมาปฏิบัติใหม่ ดีขึ้น พอกิเลสกามเข้ามา เธออ่อนข้อให้อีกครั้งหนึ่ง มันก็ติดเป็นนิสัย +2, +3, +4 ไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายกลายเป็นแพทเทิร์นหรือรูปแบบของการเสียนิสัย ก็เหมือนกับการเลิกสูบบุหรี่ไม่ได้ เพราะเอาแต่ขออีกสักมวนๆ อย่างนี้อยู่เรื่อยจนกลายเป็นนิสัย

ดังนั้น เธอจะต้องทํานิสัยที่ตรงกันข้ามขึ้นมาหักล้างมัน ให้เธอเริ่มด้วยการปฏิบัติเจริญสติให้มากๆ ให้ต่อเนื่อง เมื่อประสบกับอารมณ์ทางเพศ ก็ใช้ปัญญาพิจารณามัน ผู้ปฏิบัติบางคนพิจารณาอสุภะ แต่ผู้ปฏิบัติบางคนพิจารณาแล้วไม่หายก็มี ก็ลองพิจารณาใหม่ พิจารณาให้เห็นถึงความไม่เที่ยงของความเอร็ดอร่อยของกาม อัสสาทะของมัน ความอร่อยที่ได้จากการเสพนั้นมันไม่เที่ยง มันเป็นเพียงแค่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นและก็ดับไป แต่คนเรานั้นเองที่ไปรั้งมันเอาไว้และอยากให้มันมีอีกจนกลายเป็นนิสัยที่หมกมุ่นมากเกินไป คนเรานั้นเองที่เข้าไปติดอยู่แค่ความอร่อยของมัน ก่อนหน้าของการได้เสพกาม มีความต้องการเท่าใด ขนาดไหน รุนแรงและมีความสุขให้แก่เธออย่างไร เธอจงมีสติและรู้อาการเหล่านั้น.... ให้พิจารณาดูอาการเหล่านี้ให้ดี และในขณะที่เสพกาม จงเสพด้วยสติและด้วยความเห็นที่ถูกต้องว่าความเอร็ดอร่อยนี้แท้จริงแล้วไม่เที่ยง และเมื่อสิ้นสุด เธอก็ตามดูการดับของความเอร็ดอร่อยนั้นว่าสุดท้ายมันก็หายไป มันดับไปใช่มั้ย ดูสิ สิ่งที่มันเกิดขึ้นมา มันก็ตั้งอยู่ และมันก็หายไปอย่างนี้ เราไปติดใจมัน เราไปเรียกมันว่าความสุขใช่มั้ย ทั้งๆ ที่มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็หายไป ถ้าความอร่อยของการเสพกามนี้ให้ความสุขกับเราได้ และเป็นความสุขที่น่ายึดถือบูชาต่อไปแล้วล่ะก็ ไหนล่ะ? มันอยู่ไหน เราเรียกมันกลับมาอีกได้มั้ย ดูหนักๆ ตรงนี้ เมื่อกี้ยังมีอยู่ แล้วตอนนี้ล่ะ มันเรียกกลับคืนมาไม่ได้อีกก็เพราะว่ามันไม่ใช่ของเรา มันสักแต่ว่า "ความรู้สึก" มันก็แค่ "รู้สึกอย่างนั้น" แต่เรานั้นเองที่ดันไปทึกทักมันว่ามันคือสิ่งที่ให้ความสุขเราได้ มันคือความสุขระดับสุดยอด มันเข้าใจอย่างนั้นมานาน เยอะแยะที่เข้าใจอย่างนั้น เด็กๆ ผู้ใหญ่ๆ ก็นั่นแหล่ะ เราเข้าใจมันอย่างนี้มานาน

เธอพยายามพิจารณาอย่างนี้ ในขณะที่ประสบอารมณ์นั้น เพื่อสั่งสอนจิต ขอให้นําไปพิจารณาบ่อยๆ พิจารณาให้เห็นชัดๆ ว่าความอร่อยจากกามนี้ มันไม่ใช่สิ่งที่น่าเข้าไปยึด หรือเข้าไปจับ เข้าไปลูบไล้ มันก็เป็นธรรมชาติเพื่อการดํารงเผ่าพันธุ์ แต่คนกลับไปเอาแค่ความอร่อยจากการเสพมาเป็นที่ตั้ง แล้วทํากิจกรรมทางกามกันก็เพื่อที่จะได้เสพความรู้สึกนั้นอีก ดูสิ มันน่าส่งเสริมหรือน่าสังเวชขนาดไหน คนบางหมู่บูชาอย่างกับอะไรดี ลองพิจารณาเวลาที่เราสั่งน้ำมูกสิ สั่งน้ำมูกแล้วไม่เห็นติดใจเลย ทําไมล่ะ? ทั้งๆ ที่สั่งน้ำมูก มันก็มีน้ำมูกออกมา มีขี้มูกออกมา อ๋อ... นั่นเป็นเพราะว่าเวลาสั่งน้ำมูก มันไม่เกิดความอร่อยในเวลาที่สั่งใช่มั้ยล่ะ มันมีสิ่งสกปรกออกมาด้วยใช่มั้ย มันสกปรก ต้องทิ้ง เพราะถ้าหากว่าคนเราอร่อยในเวลาที่สั่งน้ำมูก มันก็มีโอกาสติดใจการสั่งน้ำมูกได้ จึงจะต้องย้อนกลับมาสั่งน้ำมูกใหม่อีกเรื่อยๆ นั่นล่ะ อันนี้เราเปรียบเทียบให้ฟัง แล้วกามล่ะ มันก็เหมือนกัน ลองนํามาเทียบเคียงกันสิระหว่างการสั่งน้ำมูกกับความสุขที่ได้เสพกามน่ะ มันมีอะไรที่ต่างกัน กามมันก็มีน้ำ น้ำมูกมันก็มีน้ำ มันออกมาจากร่างกาย ก็เป็นร่างกายที่น่าหลงไหลกันนัก สั่งน้ำมูกทําไมจึงรังเกียจ แต่สั่งน้ำกาม ทําไมจึงบูชากันได้ บูชาหรือทํากับว่ามันเป็นสิ่งที่สวยงาม ถึงต้องลิ้มลองกัน เพราะอะไร ลองนําไปพิจารณาดู