วันศุกร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2555

รบกวนขออุบายในสภาวะใจที่เศร้าหมองครับ

ถาม รบกวนขออุบายในสภาวะใจที่เศร้าหมองครับ
ตอบ คนเราน่ะ พอใจเรายินดี ใจมันชอบในสัมผัส ก็เพลินกับมัน ปล่อยให้มันเพลินจนกระทั่งลืมตัว ประมาทน่ะสิ ประมาทจนลืมมองให้เห็นความจริง หัวงูกับหางงูน่ะ มันก็ตัวเดียวกัน จับหางงูมันสบาย มันยินดี แต่จับนานๆ หัวมันก็หันมากัด.... จะไปจับหัวมันไม่ได้ เพราะมันไม่ยินดี ใจมันเศร้าหมองถ้าไปจับหัว แต่เมื่อมันจับเข้าไปแล้วจนใจเศร้าหมอง มันก็ออกค้นหาอุบายเพื่อคลายจากความเศร้าหมอง คนเรามันจึงพยายามหาสุขเข้ามาเสพเพื่อที่จะได้ลืมไปว่ากูนั้นมีทุกข์อยู่ จนเหตุแห่งทุกข์ที่แท้จริงมันไม่ได้ถูกค้นขึ้นมาทำลาย นั่นก็คือ การปรุงแต่งกวัดแกว่งของจิตนั่นแหละคือสมุทัย

ถ้าจะถามหาอุบายในสภาวะที่ใจเศร้าหมอง ก็ต้องหาอุบายในสภาวะที่ใจไม่เศร้าหมองด้วย อย่าเอาแค่ฟากเดียว อย่าเอาแค่จะให้หายเศร้าหมองแล้วไปอยู่อีกฟากที่มันยินดี จริงๆ มันก็ตัวเดียวกันนี่แหละ เพียงแค่อันนึงเราไม่ชอบ แต่อีกอันเราชอบ อันนึงไม่น่ารัก อีกอันน่ารักกว่า

เลิกประมาท และรู้ทันในยามที่จิตเบิกบานให้ได้ก่อนสิ ถ้าทำได้ ไอ้ตอนเศร้าหมองน่ะมันง่ายกว่านั้นเยอะ

วันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2555

ดื่มเหล้าที่บ้าน บาปมั้ย

ถาม สวัสดีค่ะ… อยากเรียนถามศีลข้อ 5 ค่ะ...ถ้าเรากินเหล้าแล้วจะบาปไหมค่ะ เรากินเหล้า กินเบียร์อยู่ที่บ้านเฉยๆ กินแล้วก็หลับ ไม่ได้ไปข้างนอกบ้าน หรือทำร้ายค่ะ..อย่างนี้จะบาปไหมค่ะ

ตอบ งั้นจงช่วยนิยามกันก่อนว่า "บาป" คือ อะไร มันจะได้เข้าใจคำถามได้ถูกต้อง ไม่ใช่ว่าพอถามว่า "บาปมั้ย" แล้วเรายังไม่เข้าใจเลยว่าไอ้ความหมายของ "บาป" นั้นคืออะไร

"เราดันไปทำอะไรที่มันขัดกับสิ่งที่เราตั้งใจจะไม่ทำ" นั่นคือ "บาป" หรือเปล่า เอาความหมายอย่างนี้หรือเปล่า? สรุปให้ดีๆ ก่อนนะอันนี้

เมื่อทำสิ่งใดๆ ลงไป ระลึกเสมอว่าย่อมเกิดผล... มากน้อยขึ้นอยู่กับเหตุและปัจจัย ดื่มที่บ้านไม่ได้ออกไปไหน ดื่มแล้วหลับ ก็ระวังระไวเรื่องฟืนไฟให้ดี เรื่องอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ ให้ดี การดื่มที่มากเกินไปก็อาจจะพาให้ร่างกายทรุดโทรม ถ้าระลึกถึงผลที่ตามมาอย่างนี้ได้ ก็ไม่ต้องคิดไปในทางที่ว่าบาปหรือไม่บาปก็ได้ แต่ถ้าจะอาศัยคำว่า "บาป" เพื่อปรามไว้ไม่ให้ทำสิ่งเหล่านั้น เช่น ไปรับศีลรับพรมาแล้วและต้องการเริ่มทำความดี อย่างนี้ก็จงทำเถิด ผลดีมันย่อมเกิดแก่สุขภาพของตนอยู่แล้ว ถ้าเราไม่ทาน มันก็ไม่ต้องไปทำร้ายร่างกาย ถูกมั้ย จงพิจารณาเถิด

วันพฤหัสบดีที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

พิจารณาขันธ์ 5

ถาม 1 ผมปฏิบัติช่วงนี้พักอานาปานสติไว้ก่อน หันมาพิจารณขันธ์ 5 โดยเริ่มจากรูปก่อน ใช้สติรู้ ว่ารูปนั่ง จากนั้นก็พิจารณาว่ารูปนั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ควรยึดมั่น นั่งคิดพิจารณาอยู่อย่างนั้นว่ารูปเป็นเพียงธาตุทั้ง 4 มารวมกัน มีการเสื่อมสลาย ดับไป ไม่ใช่เรา ไม่ควรยึด การนั่งพิจารณาอย่างนี้จะเป็นการนึกคิดพิจารณาไปเรื่อยๆ เรารู้อยู่ว่ากายนี้ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น แต่ก็เป็นแค่การคิดเอาเอง แต่สติยังอยู่นะครับ ผมปฏิบัติถูกต้องหรือไม่ครับ

ตอบ เข้าใจใช่มั้ยว่า เมื่อพิจารณาและรู้ดีแล้วว่ารูปนั้นไม่เที่ยง สิ่งที่ต้องทำก็คือ.... ให้มีความรู้อย่างนี้เอาไว้ให้พร้อม เมื่อออกไปทำงาน เมื่อออกไปเจอใคร เมื่อไปประสบอารมณ์ จงให้ความรู้อันนี้ได้นำออกมาใช้ เมื่อจิตเกิดหวั่นไหว มีสติพิจารณา หยิบความรู้นี้ขึ้นมาเพื่อไม่ให้จิตมันต้องหลงเหลิงไปกับอารมณ์ที่เข้ามาจร จิตมันจะได้ไม่เข้าไปยึดในขันธ์อย่างที่ผ่านๆ มา เมื่อออกไปข้างนอก เจอการปรุงแต่ง มีสติอยู่เสมอเพื่อคอยดักการปรุงแต่งและสอนจิตด้วยความรู้อันนี้ลงไปว่านั่นล่ะ ไม่เที่ยงอย่างไร ไม่แน่อย่างไร สอนจิตเข้าไปเรื่อยๆ ด้วยความรู้ที่พิจารณาออกมาได้ ปรับแก้วิธีการพิจารณาบ้าง อาศัยเทคนิคบ้าง เพื่อให้มองเห็นครบทุกแง่มุม

การพิจารณานั้นไม่ใช่การคิดเอาเอง แต่เป็นการคิดพิจารณาให้เกิดปัญญา คือ ให้จิตรู้ว่านี่แหล่ะคือความรู้ที่มันจะพาไปสู่ความไม่ยึดมั่น มองให้รู้อย่างนี้เข้าไว้ มันจะได้ไม่กลายเป็นการคิดว่าเราคิดไปเอง ตีออกมา และมองให้เห็นว่านี่เป็นการสร้างเหตุเพื่อให้เกิดผล นั่นก็คือ เลิกยึด

ถาม 2 เวลาฝึกดูจิต ผมคิดไม่ออกว่าดูตรงไหน เวลามีอารมณ์อะไรมากระทบ แล้วรับรู้อารมณ์เหล่านั้น ตัวรู้อารมณ์นี่คือจิตใช่มั๊ยครับ แล้วให้มีสติตามดูตัวรู้อารมณ์นี่อีกทีใช่มั๊ยครับ อย่างตามดูลมหายใจนี่พอจะเข้าใจครับเวลานึกเวลาคิดนี่รู้ เวลารู้สึก เช่น รู้สึกสงบรู้สึกวุ่นวายใจนี่รู้ แต่ดูจิตนี่ยังไม่แน่ใจครับ

ตอบ จิตก็คือตัวที่มันรู้อารมณ์นี่แหล่ะ ว่าอย่างนั้น.... การที่จิตรู้ว่า...จิตนั้นรู้อยู่ ไม่ได้รู้ที่อื่น นั่นก็สตินั่นแหล่ะ 

วันอังคารที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ความเพียรที่ย่อหย่อน เกิดจากใจที่โอนอ่อนตามกิเลสใช่ไหมครับ

ถาม นมัสการครับหลวงพ่อ ความเพียรที่ย่อหย่อน เกิดจากใจที่โอนอ่อนตามกิเลสใช่ไหมครับท่าน ตอนนี้ใจติดสุขการนอน ติดของอร่อย ติดทีวี ตามรู้สภาวะใจที่ชอบก้อเหมือนไปกันใหญ่ ทำอย่างไรดีครับ

ตอบ ถ้าห้ามมันไม่ได้ มีสติอยู่ใช่มั้ยล่ะ ตามมันไป ไม่อยากรู้หรือไงว่ามันจะไปจบเอาตอนไหน ตามมันไปแล้วก็สอนจิตตนด้วย รอท่าเอาไว้นะ เดี๋ยวมันก็เบื่อ ชอบกินของอร่อย อร่อยใช่มั้ย กินมันเข้าไป ดูทีวีใช่มั้ย ดูมันเข้าไป มีสตินะ ดูมัน ในเมื่อมันมาให้ดูแล้ว ใช้โอกาสนี้แหล่ะ อยู่รอท่ามันตรงนั้นล่ะ ถ้ามันไม่พ้นก็ให้มันพังกันไปข้างนึง แล้วพอมันเริ่มเบื่อเมื่อไหร่นะ อย่าให้พลาดเชียวนะ เพราะของมันจะเป็นอย่างนี้ เมื่อถึงที่สุดมันก็เบื่อของมันเอง พอมันเบื่อ มันไม่หวือหวา มันไม่ติดในสุขเหมือนแต่ก่อน ตอนนี้ล่ะนะ อัดเข้าไปเลย อัดให้เกิดความรู้ขึ้นมาประหารกิเลสทิ้งไป อัดให้โดนมันจะสว่างขึ้นมาได้ เจริญพร

ปฏิบัติสมาธิให้มาก, โมโห, ทํางานใช้สมอง จะ ป. อย่างไร

ผมเริ่มศึกษาธรรมะอย่างจริงจังได้ 1-2 เดือนนี้ครับ เรียกว่ามือใหม่มาก ได้อ่านหนังสือพระคุณเจ้าภิกขุโยหลายเล่ม โดนใจ และได้ปัญญาความรู้มาก ผมมีข้อสงสัยในการปฏิบัติอย่างนี้ครับ

ถาม 1. ควรปฏิบัติให้มีสมาธิมาก (ให้มีอารมณ์เดียวก่อนยังไม่ต้องพิจารณาอะไร) จิตจะได้นิ่งพอที่จะมีกำลัง เพื่อต่อมาจะได้พิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม หรือว่าให้ตามรู้จิตไปเรื่อยๆ พิจารณาไปเลย กาย เวทนา จิต ธรรม ตามไตรลักษณ์ แล้วเดี๋ยวเมื่อปัจจัยพร้อม จิตจะรู้ได้เองครับ

ตอบ ควรให้มีสติเอาไว้ให้มาก อย่างสมาธินี้ จะเอาให้มีอารมณ์เดียวตลอดเวลามันก็จะต้องนั่งนิ่งๆ ในห้องทั้งวัน แต่ในความเป็นจริงมันจะต้องไปโน่นไปที่ ไปทำงานทำการตามหน้าที่ของตน ดังนั้น ใช้เวลาตรงนี้แหล่ะในการศึกษาจิตตน เหมือนกับมีรูอยู่ 5 รู จะมีหนูวิ่งออกมารูไหนก็ไม่รู้ คอยเฝ้าดูสังเกตทวารเหล่านั้น เฝ้าดู เผลอบ้าง ลืมบ้าง ไม่เป็นไร ตา หู จมูก ลิ้น กาย จิต ไม่ให้ซัดส่าย พิจารณาเข้าตามไตรลักษณ์นั้นแหล่ะ เมื่อเหตุปัจจัยมันพร้อม องค์ประกอบพร้อม มันจะรู้ได้เอง

 

ถาม 2. เวลาตามดูจิต เมื่อเกิดอารมณ์โมโห คือให้เรารู้ว่าโมโห เท่านี้คือการตามรู้แล้วใช่มั๊ยครับ

ตอบ ใช่... เมื่อรู้แล้วก็แก้ไขปัญหาไปตามความเหมาะสม

 

ถาม 3. ตอนทำงาน เราใช้สมองคิดงาน คิดอยู่แต่เรื่องงาน ลืมลมหายใจ เป็นเรื่องปกติหรือเปล่าครับ หรือต้องทำงานไปและนึกรู้ลมหายใจไป ผมลองฝึกดูทำงานลำบากครับ

ตอบ เวลาจะจับแมวเข้าบ้านน่ะ เราจะนั่งรอมันหรือว่าเราจะไปทำนั่นทำนี่ก่อน พอมันมาเราก็เข้าไปดูเข้าไปจับล่ะ เราก็ต้องทำงานทำการเหมือนกัน ดังนั้น ทำงานไปตามหน้าที่ แต่ขอให้รู้ตัวทั่วพร้อมอยู่กับงานๆ นั้น ไม่ใช่ว่าจะต้องไปอยู่กับลมหายใจเสียเมื่อไหร่ อย่างถ้าหากเราอยู่บนเรือ และเรือกำลังจะจมน้ำเหมือนในหนังนั้นน่ะ เราจะมัวแต่รู้ลมหายใจมั้ย หรือจะตั้งสติมองหาหนทางหนีรอด หือ? เจริญพร ดีแล้ว มีผู้ปฏิบัติไม่น้อยก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน เขาจะเลือกว่า ฉันจะทำอย่างไรกับการดูลมหายใจหรือดูงานของฉัน หรืออย่างนักเขียน เขาก็ต้องจดจ่ออยู่กับการเขียน เขาไม่ได้อยู่กับลมหายใจตอนที่เขียน แต่อย่าลืมว่า “การมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม” กับ “การจดจ่อ” มันก็คนละเรื่องนะ เข้าใจมั้ย

เธออาจจะมีสติรู้ตัวอยู่ แต่เธอไม่ได้จดจ่ออยู่ที่ลม เธอหยิบตราปั้มขึ้นมาปั้มเอกสารทีละแผ่นๆ หรือเซ็นลายเซ็น ก็เซ็นลงไปอย่างมีสติ จิตก็อยู่ที่งานๆ นั้นแป๊ปเดียว และก็เปลี่ยนไปหยิบกระดาษแผ่นอื่นขึ้นมาเซ็นขึ้นมาปั้มอีก... รู้ตัวมันอยู่อย่างนี้แหล่ะไปเรื่อยๆ วันหนึ่งมันจะสมดุลย์เอง

 

ถาม 4. ผมสงสัยว่า ถ้าเราตามดูจิต แสดงว่าเรานั้นไม่ใช่จิตถูกหรือเปล่าครับ แล้วเราคืออะไรครับ ขันธ์ 5 ก้อไม่ใช่เราใช่มั๊ยครับ หรือว่า "เรา" นั้นก้อไม่มีครับ

ตอบ แท้จริงแล้วมันไม่มี “เรา” มาตั้งแต่ต้น แต่ด้วยความคิดเห็นที่ผิดว่าสัมผัสที่มันอยู่ตรงนั้นมันเป็น “ตัว” เป็น “ตน” จึงเข้าใจกันไปว่ามันมี “ตัวเรา” พออะไรที่เข้ามาทางตา เราก็เข้าใจว่า “เราเห็น” ถ้าไล่ย้อนกลับไปตั้งแต่ต้น มันก็ไม่ได้มี “เรา” มาแต่ไหนแต่ไร ไม่มีแม้แต่การบัญญัติการ “มี”

ลองเอามือหยิกแขนตัวเองดูสิ.... หยิกค้างเอาไว้เรื่อยๆ ความเจ็บมันเกิดที่ ณ ปัจจุบันเสมอ แต่เราอาจจะคิดว่ามันมาก ก็เพราะว่ามันยังหยิกอยู่อย่างต่อเนื่องนั่นเอง จงพิจารณาเถิด


วันพุธที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ศิลปนิพนธ์เกี่ยวกับเรื่องสติและความสงบ

ถาม. สวัสดีครับผมณัฐวัตรนะครับ เป็นนักศึกษาชั้นปีที่สี่กำลังจะทำศิลปนิพนธ์ ได้อ่านสู่โสดาบันก่อนตาย เมื่อปีที่แล้ว ตอนนี้กำลังทำศิลปนิพนธ์เพื่อการศึกษา เกี่ยวกับเรื่อง สติและความสงบของตัวเอง อยากจะเรียนถามว่า ผมสามารถนำความสงบที่ได้จากการอ่านนำมาประยุกต์เข้ากับงานของผมได้หรือไม่ครับ (ไม่ได้นำเนื้อหานะครับแต่ผทมจะสรุปเป็นข้อคิดที่ได้จากการอ่าน) ทำเป็นงานออกแบบหนังสือครับ เน้นกราฟิกและมีภาพประกอบเพื่อให้วัยรุ่นสนใจครับ   เป็นแรงบันดาลใจที่ดีมากครับหากไม่เคยอ่าน ณ ตอนนี้อาจจะยังคิดงานไม่ออกครับ  ขอบคุณมากครับ 

ถ้าหากมีงานด้านออกแบบหนังสือ สามารถเรียกใช้ ได้นะครับ ขอบคุณครับ

ตอบ เจริญพร อนุโมทนาในความตั้งใจ ความสงบที่เกิดจากการอ่านก็นำมาประยุกต์ได้ เพราะเมื่อเธอมีสติ มันก็ชัดเจนแล้วว่าสติจะเป็นสิ่งที่คอยสกัดกั้นไม่ให้จิตซัดส่าย เมื่อจิตไม่ซัดส่าย นั่นก็คือความสงบ หาใช่ความสงบจากจิตที่จดจ่ออยู่กับลมหายใจพุทโธเหมือนกับการนั่งสมาธินิ่งๆ นานๆ แต่เป็นความสงบของการสติพร้อมอยู่โดยไม่ซัดส่าย สติมีพร้อมที่จะทำการใดๆ นั่นจะเรียกว่าสมาธิก็ยังได้ มันก็แล้วแต่ใครจะเรียก นี่ก็เช่นกัน ลองพิจารณาดู

มหาสติ? เพ่งจนเครียด

ถาม ผมมีข้อข้องใจ ทำให้เกิดความสับสนการฝึกเจริญสติ  อาจารย์ต่างๆท่านสอนว่า เมื่อฝึกสติปัฏฐานไปเรื่อยๆ สติจะพัฒนาตัวเองจนกลายเป็นมหาสติคำว่ามหาสติคือสติที่รู้ติดต่อกันไปต่อเนื่องยาวนาน แบบแผ่วเบาเป็นธรรมชาติโดยไม่ต้องพยายามสร้างขึ้นหรือความระลึกรู้ รู้สึกตัวที่เราต้องพยายามสร้างขึ้นเพื่อให้ชัดทุกปรากฏการณ์ มหาสติมีความหมายเชิงปริมาณหรือคุณภาพ หรือทั้งสองอย่างประกอบกันครับเพราะบางครั้งพยายามที่จะรู้ให้ชัดเสมอๆ มีความตั้งใจมากจนกลายเป็นเพ่ง เครียด แต่บางครั้งไม่ต้องพยายามหรือตั้งใจเท่าไร สติเกิดต่อเนื่องคล้ายธงที่ถูกลมสะบัดพลิ้วไหว สิ่งใดเกิดขึ้นก็รู้ไปเรื่อยแบบเป็นธรรมชาติ ขอความกรุณาท่านอาจารย์ช่วยกรุณาให้ความกระจ่างด้วยครั

ตอบ ด้วยธรรมชาติของการที่มีสติอยู่เสมอ เมื่อเจริญสติให้มาก มันจึงถี่ขึ้นในทุกๆ อิริยาบถ ในทุกๆ ขณะจิตมากขึ้น และจริงๆ แล้วก็ไม่จำเป็นที่จะต้องกำหนดว่านั่นคือระดับของมหาสติหรืออย่างไร หากครั้งหนึ่งเธอระงับอารมณ์ความโกรธ ความเกลียดไม่ได้ แต่เมื่อเธอปฏิบัติจนมีสติมากขึ้น จากหยาบ มันก็เริ่มเข้าสู่ความละเอียดมากขึ้น เธอมีสติเริ่มระงับได้ จากความโกรธ ความเกลียด การแบ่งแยก เธอเริ่มมองเห็นมันและประหารมัน กิเลสมันจึงลดลงได้ เมื่อสติถี่ขึ้น ละเอียดขึ้น การรู้ตัวทั่วพร้อมก็ละเอียดมากขึ้น และนั่นมันก็ไม่จำเป็นต้องไปนั่งแบ่งหรืออธิบายว่านั่นคือมหาสติหรืออย่างไร และไม่จำเป็นต้องวัดว่ามันคือปริมาณหรือคุณภาพ

วันหนึ่งเธอโดนใครชี้หน้าด่าแล้วเจ็บใจ วันต่อมาเธอโดนชี้หน้าด่าเหมือนกัน แต่เธอหลุดพ้นไปแล้ว เธอจำเป็นที่จะต้องบอกย้อนไปอธิบายมันมั้ยว่านั่นคือปริมาณ หรือคุณภาพ? หรือจำเป็นต้องนิยามมั้ยว่า สภาวะนี้นั่นคือมหาสติเข้าให้แล้ว เอาแค่การที่เธอรู้ว่า “ทุกข์มันหมด ก็เพราะตัวตนมันหมด ความยึดมั่นมันหมด เหตุแห่งทุกข์มันหมด ผลมันจึงไม่เกิด” แค่นี้แล้วหยุดปรุงต่อก็ไม่เกิดเหตุต่อไปอีกแล้ว

เหมือนกับธงที่สะบัดอย่างที่ว่า ครั้งหนึ่งเธอมองธงที่สะบัดก็รู้ว่ามันสะบัด ต่อมาเธอก็มองธงอันนั้นอีก แต่นั่นมันไม่ใช่ธงสำหรับเธอแล้ว และมันก็ไม่จำเป็นต้องไปนิยามอะไรให้กับมัน ก็แค่รู้มันต่อเนื่องไปอย่างเป็นธรรมชาติเถอะ เพราะสิ่งๆ นั้นมันไม่มี มันไม่มีใคร และมันก็ไม่ใช่ใคร และมันก็ไม่จำเป็นต้องไปนิยามใดๆ ขอแค่เธอรู้อยู่ตรงนี้ รู้อย่างมีปัญญา

จิตมันตั้งหน้าตั้งตาสู่การพ้นสมมติ ก็จงอย่าไปสมมติมันเลย จงพิจารณา