agaaligo

"เพื่อการปฏิบัติธรรม เพื่อสู้กับกิเลส ตัณหา อุปาทาน ที่เป็นตัวต้นเหตุแห่งกระแสที่พาไปสู่ความทุกข์ เพื่อการชี้นําหนทางอันเป็นทางสั้น และตรงสู่การดับทุกข์ หาใช่เพื่อพาเข้าไปสู่ความวิเศษวิโส โอ้อวด หรือเพื่อความพิเศษเพิ่มขึ้น แต่เพื่อคลาย ให้ผ่อน เพื่อละความโง่ที่พาให้เกิดเป็นการถือตัว ที่ดันทุรังถือกันมานาน เพื่อสร้างความเย็นให้แก่จิต เว็บนี้จึงเกิดขึ้น ขออนุโมทนากับผู้อุปการะในทุกๆ ด้านในการพัฒนาเว็บนี้ให้สมบูรณ์..."

วันเสาร์, กรกฎาคม 11, 2009

Fwd: จิตหรือความรู้สึกชอบลงต่ำเมื่อเห็นภาพหรือสิ่งที่เราเคารพครับ

ถามเวลาผมเห็นสิ่งที่น่าเคารพจิตผมมันจะลงสู่ที่ต่ำของร่างกายเเล้วทำให้เกิดความทุกข์ร้อนเนื้อร้อนใจ
ผมสังเกตุว่าเวลาที่ผมเห็นเเล้วจิตหรือความรู้สึกมันจะวิ่งลงสู่ที่ต่ำอย่างรวดเร็วเเละร่างกายเเละจิตใจ
มันจะรู้สึกร้อนมีความกลัวบาปอย่างมากครับ
ไม่ทราบว่าผมต้องกำหนดอย่างไรครับ
ฝึกสติอยู่เป็นประจำวันละหนึ่งครั้งเดินครึ่งชั่วโมงนั่งหนึ่งชั่วโมง
ขอบพระคุณมากครับ

ตอบ.จงพยายามรู้เท่าทันโดยการมีสติรู้ตัวเสมอทุกครั้ง ลองเฝ้าสังเกตการเกิดของมันเหมือนกับเรานั่งเฝ้ามันอยู่ปากทางที่มันออก เมื่อมันปรากฏขึ้นมา จงมีสติกําหนดรู้ลงไปว่ารู้หนอ คือ จงรู้ในการเกิดอันนั้น มันชินที่ได้เกิด มันจึงเกิดขึ้นบ่อย จงพยายามรู้ตัวเมื่อมันเกิดขึ้นและจงพิจารณาเถิดว่า นั่นมันไม่เที่ยง มันมาแล้วมันก็ไป นี่ก็แสดงว่ามันไม่เที่ยง เห็นให้มันชัดเจนว่ามันไม่เที่ยงอย่างนี้นี่เอง แล้วมันจะค่อยๆ คลายออกได้เรื่อยๆ เพราะมัน เลิกไปยึดไปเหนี่ยมมันไว้แล้วไง อาศัยการพิจารณาเข้าสู่ไตรลักษณ์อย่างนี้ ครั้งแรกมันไม่หาย ครั้งต่อไปอาจจะไม่หาย ไม่ต้องไปใส่ใจ ไม่ต้องไปอยากให้มันหาย ตามดูมันไปเรื่อยๆ มันมาก็รู้ รู้ว่ามันไม่เที่ยง กําหนดลงไปว่ามันไม่เที่ยง เดี๋ยวมันก็หายไป เมื่อมันหายไปแล้ว ก็กําหนดให้รู้แจ้งว่า นั่นไง มันไม่เที่ยงอย่างนี้ คือ ทําให้จิตมันมีปัญญาจนไม่ไปบ้าจี้ตามกิเลสนั่นเอง 

วันพฤหัสบดี, มิถุนายน 18, 2009

เมื่อจิตเห็นจิต ทําอย่างไรต่อไป

ถาม. นมัสการครับพระคุณเจ้า
กระผมขอสอบถามการเดินทางต่อครับ หลังจากได้รู้จัก จิตเห็นจิตแล้ว คือรู้ว่ากายกับจิตนั้นคนละอย่างกันถ้าจะแยกออกจริงๆแล้ว แต่คิดว่าในนามธรรมนั้นยังคงต้องมีอะไรให้แยกอีก

คือ มีวันนึงร่างกายมันอ่อนล้ามาก ผมก็นอนลง ด้วยความเคยชินของสติมันก็จับอาการทางกายตามอัตโนมัติ คือรู้สภาวะที่เกิดขึ้นและดับลงตามสภาพความเป็นจริงไปเรื่อยๆ อย่างสบายๆ ลักษณะอาการตามรู้ของกระผมคือ คล้ายๆเวลาเรานั่งอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม เห็นหนูมันวิ่งออกมาจากโพลงแล้วเราก็แหงะไปมอง คือเห็นตอนมันออกมาแล้ว แต่ต่างกับต้องไปจ้องที่โพลงว่ามันจะออกมาเมื่อไร ฯครับ พอนอนได้สักพักสิ่งที่แปลกประหลาดใจมากคือร่างกายที่เรารักหวงแหนมาตลอดชีวิตมันสะดุ้งผวาคงเพราะลมหายใจตอนนั้นมันแผ่วเบามากราวกับลมใหม่ไม่เข้า ลมเก่าก็ยังออกไม่สุด แล้วก็นอนโกรนหลับปุ๋ยสบายต่อไปเลย แต่ที่ทำให้ประหลาดใจคือยังมีสติรู้อยู่อีก กระผมรู้อาการทางกายสลับกับทางความคิด ความรู้สึก แล้วแต่ว่าส่วนไหนเด่นในตอนนั้น จิตมันไวมาก ทันไดนั้นปัญญาจึงเข้ามาตอบว่า อ๋อ..กายกับจิตนี่มันคนละส่วนกันอยู่แล้ว จึงพิจารณาไปว่านี่ถ้ากายเรานี้ในตอนนั้นมันหยุดหายใจเมื่อไหร่ก็แปลว่าร่างกาย "ตาย" ไม่ทำงาน หรือ เสียชีวิตนั่นเอง แต่สิ่งที่จะค้างเติ่งอยู่นั้นคือตัวรู้ จะเรียกว่าสติกับอารมณ์ในขณะนั้นๆจะทรงอยู่ในลักษณะนั้นๆ แค่แวปเดียวก็เข้าใจเรื่องของกายกับจิตได้ในตอนนั้นครับ อาจารย์งงไม๊ครับ ผมพูดเองผมยังงงเลย ??
เป็นครั้งแรกในชีวิตที่มีความตื่นรู้ในลักษณะแยกส่วนกายกับจิตอย่างรู้เต็มอก หมายถึงรู้แบบยอมรับความจริงโดยปราศจากการแทรกแซงจากความคิดนึก จากคำบอกเล่า จากพัสสะที่ได้รับรู้มา เป็นการรู้แจ้งด้วยตนเองในเรื่องนี้น่ะครับ แต่ไม่ใช่ว่าตรัสรู้นะครับ เพราะคำจำกัดความของคำว่า "ตรัสรู้" นี่มันยิ่งใหญ่นัก

ถ้าจะให้ตอบเป็นภาษาพระนี่ผมสอบตกตั้งแต่เปิดสมุดข้อสอบเลย เพราะผมรู้สึกว่าอ่านหนังสือธรรมะที่มีภาษาบาลีเน้นๆ เข็มข้นที่ไร เหมือนมีแรงดึงดูดคอยจะสะกดจิตให้หลับทุกทีเลยครับ (หัวเราะ) คราวนี้มาถึงคำถามคือ ผมควรละสิ่งใดเป็นขั้นต่อๆไปจนถึงฝั่งครับ ?

ขอกราบอนุโมทนาพระอาจารย์ครับ หนังสือของพระอาจารย์พาคนเลิกหลงได้ผลดีครับ

ตอบ เมื่อเธอรู้แล้วว่ากายนั้นคือขันธ์หนึ่งในห้าขันธ์ โดยเธอมีจิตเป็นตัวรู้ เมื่อเธอรู้ในสิ่งที่ถูกต้อง เธอก็ย่อมที่จะคลายออกจากความกำหนัดในขันธ์ จงมองเห็นความสิ้นไปเสื่อมไปของขันธ์กาย  นี้หรือคือกาย แท้ที่จริงแล้วมันเป็นแค่ส่วนของรูปที่ปรากฏขึ้นมาเพราะมันมีความยึดมั่นถือมั่นในรูปจนกระทั่งก่อกลายมาเป็นรูป ณ บัดนี้ และเมื่อเราเจริญสติปัญญาจนมองเห็นการถึงความจริงแล้วว่าแท้ที่จริงแล้วนั้น มันก็แค่สักแต่ว่ากาย จงมองดูกายเหมือนกับเธอไม่รู้จักกับมัน ไม่มีความมีเยื่อใย จงทำเช่นนี้กับกายของเราเพื่อให้พ้นจากความยึดมั่นถือมั่นที่มันเคยเหมาเอาว่านี่คือกายของเรา นี่คือขันธ์ของเรา ขันธ์กายนี้ไม่เที่ยง มันเสื่อมได้ ขนของเรามันก็หงอกได้ ผิวของเราที่มันเต่งๆ มันก็เสื่อมได้เมื่อเวลาผ่านไป การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลา และนี่แหล่ะ มันเหมือนกับต้นไม้ต้นหนึ่งที่เติบโตมาเพราะปุ๋ยดี ออกดอกออกผล เราทั้งหลายก็ไม่ต่างไปจากผลไม้ แต่เป็นผลไม้มนุษย์ที่สุดท้ายก็ต้องเสื่อมไป เมื่อจิตเกิดปัญญามองเห็นการเสื่อมไป ด้วยปัญญามันจะพาให้เข้าไปยึดอีกหรือไม่ นั่นอย่างไร ถอนจนหมดความยึดมั่นถือมั่นให้หมด กายนี้จะเปลี่ยนแปลงอย่างไร อย่าไปมีเยื่อใยกับมัน ปล่อยให้มันเป็นไปตามเรื่องของมัน ดูแลรักษามันเพื่อใช้งานมันให้ถูกต้อง ถ้ามันป่วยก็ฉันยากินยาไปตามปกติ ไม่ต้องไปร้องโอดครวญทุรนทุรายว่าทำไมร่างกายกูถึงเจ็บขนาดนี้วะ เข้าใจมั้ย... จงพิจารณาไปในทางอย่างนี้ 

เมื่อเธอมองเห็นอย่างนี้ และในอนาคตต่อไป เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร จงพิจารณากดเข้าสู่ไตรลักษณ์ พิจารณาให้เห็นถึงความที่มันเป็นเช่นนั้นเอง นั่น ขันธ์ทั้งหลายก็เป็นเช่นนั้นเอง กายนั้นก็เช่นนั้นเอง ซึ่งรวมไปถึงในส่วนของนามด้วย เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้งหลาย ขันธ์ทั้งหลายนั้นก็เป็นเช่นนั้นเอง เมื่อจิตเห็นจิต เธอพบส่วนรูป ประจักษ์กับส่วนของรูปแล้ว ต่อไปเธอจะพิจารณาส่วนของฝ่ายนาม ซึ่งก็ลักษณะเดียวกันกับที่พบส่วนของรูป รูปแบบหรือแพทเทิร์นก็คล้ายกัน คือ พิจารณากดเข้าไตรลักษณ์เพื่อให้ปัญญาได้สถาปนาถอนความยึดมั่นถือมั่นออกจากขันธ์ทั้งหลาย หากกายแตกดับไป แต่ยังคงเหลือความยึดมั่นอยู่ นั้นก็สุดแท้แต่เหตุในขณะนั้น นี่ถ้าหลังจากขันธ์กายแตกดับนะ จงมีไตรลักษณ์เป็นอารมณ์ เหมือนกับมีมงกุฎไตรลักษณ์ครอบปัญญาอยู่เสมอ จิตมันไว หากเธอมีไตรลักษณ์เป็นอารมณ์ เห็นการกระทบแม้แต่ที่เกิดขึ้นกับจิตเองเป็นสักแต่ว่า เป็นตถตา จิตไร้ยานพาหนะ ถ้าเหตุปัจจัยมันพร้อมถอนเหตุแห่งการเกิดในตอนนั้น มันหมดความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ทั้งหลายที่เหลืออย่างหมดจดแล้ว วัฏสงสารก็จบ เพราะเหตุให้เกิดมันไม่มี ก็ไม่ต้องเกิดกันอีก จบ end หมด จิตที่มันเคยต้องการอะไรๆ อันเป็นผลมาจากกิเลสเพราะเหตุนั้นก็คือตัณหา ความทะยานอยาก อันมาจากความยึดมั่นถือมั่นมันหมด มันก็จบกันตรงนั้น แต่หากขันธ์กายยังไม่แตกดับ ก็ปล่อยให้มันอยู่ไปอย่างนั้น มันไม่มีเหตุจากการสั่งของกิเลสให้ทำสิ่งนั้นสิ่งนี้อีก ทำงานทำการไปตามหน้าที่ของตน เป็นอยู่อย่างรู้แจ้งต่อไปจนแตกดับไป การกระทำทางกายจะถือว่าเป็นแค่กริยา ไม่เกิดกรรมอันมาจากอาณัติของกิเลส โลภ โกรธ หลง 

ขอจงพิจารณาไตรลักษณ์เพื่อให้ปัญญาเห็นถึงทุกข์ ทุกข์เพราะความยึดมั่นถือมั่นเห็นเหตุ พิจารณาให้เห็นต้นเหตุของมัน พิจารณาถึงหากดับต้นเหตุนั้นไป จนเห็นทางอันไปสู่ความดับแห่งทุกข์..... แตะขอบสระที่นั่น เงยหน้าขึ้นมา ณ ตรงนั้น ละสังโยชน์สามข้อให้สิ้นสันดาน เธอจะมั่นคงในพระรัตรตรัยและตอบโจทย์ทั้งหลายได้ว่าพระพุทธเจ้านั้นตรัสรู้สิ่งใด วิจิกิจฉาจะหมดไปด้วยปัญญาที่ได้แจ้งประจักษ์และมองเห็นทางเดินที่พาไปถึงที่สุดได้ ความมั่นคงในการปฏิบัติจะเกิดขึ้นเอง ปฏิบัติเอง รู้แจ้งแก่ใจเอง หาใช่จากการคิดเองเออเอง ไม่ต้องนิยามใดๆ อีกต่อไป เพราะมันไม่ต้องบัญญัติอีกต่อไป เป็นอยู่อย่างรู้แจ้งต่อไปเถิด 

ขออนุโมทนาแด่ผู้ถาม เจริญพร 

วันศุกร์, มิถุนายน 5, 2009

ผมชอบดูหนังโป๊ ทํายังไงดีครับ

ถาม. ผมชอบดูหนังโป๊ ชอบดูเว็บโป๊ มันรู้อยู่แก่ใจว่ามันควรจะละ แต่จะทำอย่างไรดีถึงจะเลิกได้ ผมมักจะติดที่จะต้องกลับไปหยิบมันมาดูอีกเรื่อยๆ ผมจะทำยังไงดีครับ

ตอบ. ถ้าเธอชอบกินอาหารอย่างหนึ่ง อาหารอย่างนี้จะต้องเดินทางเพื่อไปรับประทาน ถ้าสมมติรถเสีย เธอจะไปมั้ย? อันนี้อันหนึ่ง อีกวิธีหนึ่งคือ ถ้าเธอทานอาหารนั้นทุกวัน วันนี้ก็ทาน พรุ่งนี้ก็ทาน มะรืนก็ทาน วันต่อๆ ไปก็ทาน ทานมันอย่างเดียวกันนี่แหล่ะ ทานไปเรื่อยๆ ขอถามหน่อยว่ามันจะเบื่อมั้ย นั่นล่ะ ทุกสิ่งอย่างมีขึ้น ก็ต้องมีลง มีเกิด ก็ต้องมีดับ มันจะช้าจะเร็วขึ้นอยู่กับเหตุและปัจจัย จงทำลายปัจจัยให้ต้องเข้าไปเกลือกกลั้วกับสิ่งเหล่านั้นเสีย ถ้าเธอบวชเป็นพระ นั่นก็เป็นหนทางหนึ่งที่จะหลีกหนีจากสิ่งต่างๆ อยู่อย่างสันโดษได้ แต่หากเธอเป็นผู้ครองเรือน เธอก็พยายามสร้างสภาพแวดล้อมไม่ให้ต้องเข้าไปเกลือกกลั้วเสีย 

เห็นธรรมแล้วจะเห็นพระพุทธเจ้าจริงหรือ

ถาม. "เห็นธรรมแล้วจะเห็นพระพุทธเจ้าจริงหรือเป็นคำเปรียบเปรย” 

ตอบ. หากเธอได้เห็นธรรมแล้ว เธอคิดว่าเธอจะยังอยากจะรู้อีกมั้ยเล่า?

วันจันทร์, พฤษภาคม 25, 2009

นิพพาน คือ อะไร, นิพพานแล้วไปอยู่ที่ไหน

ถาม นิพพาน คือ อะไร พระอรหันต์ที่นิพพานแล้วไปอยู่กันที่ไหน ผมอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ผู้เขียนได้เขียนไว้ว่า ผู้ที่นิพพานแล้วจะไปรวมกันอยู่ที่ๆ หนึ่ง ซึ่งเขาก็อ้างถึงคำพูดของพระป่าขึ้นมาที่ได้ไปพบกับพระพุทธเจ้า ซึ่งที่นั่นไม่ใช่ภพภูมิทั้งเจ็ด แต่เป็นอีกที่ๆ หนึ่ง ข้าพเจ้าใคร่เรียนถามอาจารย์ว่า นิพพาน คือ อัตตาหรือครับ และพระอรหันต์ที่นิพพานแล้ว เขาไปอยู่ที่ไหน นั้นหมายความว่า ยังต้องเกิดอีก นั่นก็แสดงว่ายังไม่นิพพาน ใคร่ขอความกระจ่างด้วยขอรับ


ตอบ นิพพาน คือ ความสิ้นไปของกิเลส ถ้าสิ้นกิเลส หมดเหตุให้ต้องเกิดแล้ว แล้วยังจะไปไหนอีก เมื่อเหตุให้ไฟต้องมีมันหมดไปแล้ว อย่างแก๊สหมดอย่างนี้ เหตุให้ต้องเกิดประกายไฟมันก็หมดไปแล้ว ไฟจะเกิดขึ้นได้หรือ

เรื่องเหล่านี้ อย่าพยายามค้นหาโดยการวิเคราะห์จากการฟังแล้วมากอดอกคิดโดยการอ้างอิงตํารา มันจะไม่ได้คําตอบที่ชัดแจ้งเอา เราจะรู้ว่าส้มผลนี้หวานหรือไม่โดยการเปิดอ่านตําราที่ว่าด้วยเรื่องของส้มนั้นหรือ

ขออุปมาอย่างนี้ เหมือนกับเรามีต้นไม้อยู่ต้นหนึ่งน่ะ ต้นไม้ต้นนี้ เรารักมันมาก เราหวงมันมาก เรายึดมั่นในต้นไม้ว่านี่คือต้นไม้ของเรา ยึดเข้าไปจนต้นไม้แทนที่จะเป็นต้นไม้ กลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของเรา อันนี้สมมตินะ ลองพิจารณาดู นั้นหมายความว่า เรามีอุปาทาน มีความยึดมั่นถือมั่นเกิดขึ้นกับต้นไม้ อันนี้เข้าใจนะที่สมมติอย่างนี้ สมมติว่าต้นไม้นั้นคือโลกของเธอ เมื่อเธอมีความยึดมั่นถือมั่นกับสิ่งใด เมื่อสิ่งๆ นั้นเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เธอไม่ชอบ เช่น ใบร่วง กิ่งหัก ฯลฯ ซึ่งมันเป็นการแปรเปลี่ยนไปตามเรื่องของมัน แต่เธอไม่รู้เท่าทัน มันก็ทุกข์ใจเข้าสิ ที่ทุกข์ก็เพราะมันยึดไว้ มันมีเหตุให้เกิดกิเลส โลภ โกรธ หลง อยู่พร้อมเต็มที่ เห็นมั้ย แต่เพียงแค่เธอไม่เห็นว่ามันน่าจะทุกข์ตรงไหน ด้วยเหตุนี้ วัฏสงสารจึงยังคงมีนั่นไง

เอาล่ะ แต่ถ้าวันหนึ่ง เธอเริ่มได้ศึกษา เริ่มได้เรียนรู้ว่าแท้ที่จริงแล้ว การที่เธอทุกข์กับการที่ใบไม้ต้องร่วงโรย ทุกข์ใจกับการที่กิ่งมันหักเหล่านี้นั้นเป็นเพราะเธอไปมีอุปาทานในมัน เมื่อทุกข์บ่อยๆ เข้าก็เริ่มเบื่อ มันก็อาจจะเกิดปัญญาขึ้นมาถามตัวเองว่า “ทำไมกูต้องกลุ้มใจอยู่เรื่อยนะ” เมื่อนั้นมันก็เริ่มที่จะคิดคลายออก เริ่มศึกษาเพื่อคลายกำหนัด เริ่มศึกษาถึงไตรลักษณ์เพื่อให้เกิดปัญญาถอนความยึดมั่นถือมั่นทั้งหลายที่เธอนั้นมีกับต้นไม้ต้นนั้น เมื่อเธอถอนจนหมดความยึดมั่นถือมั่น กิเลส โลภ โกรธ หลง ตัณหาที่มีกับต้นไม้นั้นมันก็หมดไปตามลำดับ ขอถามว่า เมื่อนั้น หากกิ่งไม้หัก ใบไม้ร่วงหมดต้น เธอจะยังทุกข์ใจอยู่อีกหรือ? ถ้าต้นเหตุนั้นก็คือความยึดมั่นถือมั่นได้หมดลงไปแล้ว เมื่อต้นเหตุได้ถูกค้นพบและถูกทำลาย มันก็ไม่เกิดผลซึ่งก็คือไฟ ซึ่งก็คือกิเลสทั้งหลายนั่นเอง มันจะยังเกิดมีได้อีกหรือถ้าเหตุที่จะให้มันมีนั้นได้หมดไปแล้ว และเมื่อนั้นความสงบเย็นจึงบังเกิดขึ้น มันไม่มีความยึดมั่นถือมั่นเหนี่ยวรั้งไว้กับต้นไม้อีกต่อไป.... นี้อย่างไร คือ ความสงบเย็นหรือนิพพาน อันนี้เป็นการอุปมาเปรียบเทียบ...


แต่คนเรานั้น มันมีอุปาทานติดอยู่ในขันธ์ มันมีตั้งห้าขันธ์ มันยึดมั่นถือมั่นอยู่ห้าขันธ์นี้ กิเลสมันจึงเกิด มันก็เป็นธรรมดาที่จะต้องเกิด แต่ถ้าเธอทำลายเหตุที่จะพาให้เกิดกิเลส ทำลายต้นเหตุนั้นด้วยการปฏิบัติภาวนาจนปัญญามันประหารความหลง ประหารกิเลส ประหารความยึดมั่นถือมั่น เมื่อมันหมดความยึดมั่นถือมั่น จากที่มันเคยโลภ มันก็เลิกโลภ จากที่มันเคยโกรธเวลาขันธ์กูเป็นอะไร มันก็เลิกโกรธ ฯลฯ เมื่อนั้น เมื่อเหตุมันหมด ผลมันจะมีหรือ ความสงบเย็นจึงบังเกิดได้ทีละนิดๆ ตามลำดับ จนเมื่อความยึดมั่นถือมั่นมันไม่มีเหลือแล้ว หากแม้ขันธ์กายยังคงอยู่ยังไม่แตกดับ ก็ยังเป็นอยู่อย่างนั้นต่อไปตามเรื่องตามราว อยู่อย่างไม่ยึดมั่น อยู่ด้วยสติปัญญา ทำงาน กิน ยืน เดิน ปลงผม นอน หัวเราะ ง่วงหาว ฯลฯ นี้อย่างหนึ่ง และหากขันธ์กายต้องแตกดับไป ถ้าต้นเหตุแห่งการเกิดมันหมดไปแล้ว มันจะยังต้องการไปโผล่ที่ไหนเพื่อไปเสพอะไรๆ อยู่อีกหรือ เข้าใจมั้ย? ฉันใดฉันนั้น

ขอจงสำรวมกาย วาจา ใจเถิด และจงปฏิบัติให้มากๆ เถิด ไม่ว่าจากการฟังก็ดี การอ่านก็ดี ขอจงพิจารณาไตร่ตรองด้วย อย่าเชื่อทันทีแม้กระทั่งผู้พูดเป็นพระ แม้พระพูดมาเทศน์มา ถึงจะเป็นการเทศน์ที่เป็นสัมมาทิฏฐิก็ตาม ก็จงนําไปไตร่ตรองก่อนให้แจ้งแก่ใจ ให้เห็นจริงก่อนแล้วจึงค่อยเชื่อ แต่สมัยนี้มักจะไม่เป็นอย่างนั้น โดยมากที่มาให้เห็นๆ กันบางคนก็เห็นว่าเป็นครูอาจารย์พูดมา หรือไม่ก็ด๊อกเตอร์พูดมา หรือไม่ก็พระพูดมา ก็จะเชื่อทันที โดยตั้งความหวังไว้ว่ามันจะต้องเป็นไปตามที่คนพูดพูดไว้แน่นอน แต่ไม่ได้ไตร่ตรอง ไม่ได้นําไปปฏิบัติจนเกิดผลแล้วจึงเชื่อ แต่นี่เล่นมั่นใจปักใจเชื่อไปเลย เข้าใจมั้ยที่ว่าอย่างนี้....

อย่างสมมติว่า พระให้ส้มมา แล้วบอกว่าส้มผมนี้หวานนะ เรารับมา เอาส้มกลับมาบ้าน ใจเราก็เชื่อมั่นอย่างแน่แท้ว่าหวานๆๆๆๆๆ นี่ยังไม่ได้ชิมเลย ก็ยังบอกว่าหวานแล้ว ใครๆ มาถาม นี่ ส้มนี้หวานมั้ย เราก็ตอบไปส่งเดชตามที่เขาว่ามาว่า "มันหวาน" นี่เพราะเชื่ออย่างหลับหูหลับตา ไม่ได้เคยคิดที่จะพิสูจน์อะไรเลย มันไม่บาปหรอกกับการที่เรายังไม่เชื่อ เข้าใจมั้ย บางคนว่าถ้าไม่เชื่อครูอาจารย์ หรือถ้าพระพูดแล้วไม่เชื่อตาม เดี๋ยวจะบาป เอ้า นี่ก็งมดิ่งกันเข้าไปอีก ไม่ได้คิดจะใช้ปัญญากันเลยหรือ เข้าใจมั้ย.... ไม่ใช่ว่าเห็นพระพูด เห็น ดร. พูด เห็นใครๆ ที่เขาว่ากันว่าเก่ง ใครๆ เขาว่ากันว่าใช่พูดมา กูก็เชื่อทันที

เราต้องพิจารณาให้มากถึงหลักกาลามสูตรทั้งสิบข้อ ในสิบข้อนั้น แม้แต่พระพุทธเจ้าเองก็ไม่ประสงค์จะให้เชื่อครูอาจารย์จนกว่าจะได้ชิมรสหวานของส้มผลนั้นเสียก่อน เข้าใจหรือยัง แม้กระทั่งตัวเราเองนี้ ที่กล่าวมาก็จงอย่าเพิ่งเชื่อทันที ไม่ใช่ว่าเห็นเป็นพระก็เกหน้าตักเชื่อทันที ยิ่งใครบอกว่าพระป่าๆ นี่ก็ยิ่งเชื่อเร็วกว่าเดิมโดยไม่ต้องไตร่ตรองอีก เข้าใจมั้ย ขอจงระวัง ระวังให้มากๆ ขอแค่เก็บไปพิจารณาและปฏิบัติให้แจ้งก่อน มันจะได้หมดวิจิกิจฉานั่นอย่างไร เพราะถ้าเธอไม่สร้างนิสัยในการไตร่ตรองเอาไว้ หากเธอได้ฟังพระสิบรูปพูดมาสิบแบบ โดยที่ขัดแย้งกันทั้งสิบแบบ เธอมิต้องหลับหูหลับตาเชื่อทั้งสิบแบบเลยรึ หรือเลือกเฉพาะพระรูปใดรูปหนึ่งก็ชอบที่สุดแล้วเชื่อรูปนั้น อย่างนั้นหรือ??

ดังนั้น จงอย่าเพิ่งเชื่อ แม้กระทั่งเมื่อเธอได้อ่านหนังสือ แม้กระทั่งได้อ่านธรรมะที่ตรัสโดยพระพุทธเจ้าก็ดี ขอจงอย่าเพิ่งเชื่อ นี้คือหลักกาลามสูตร จงอย่าเชื่อแม้ผู้นั้นเป็นอาจารย์ เข้าใจมั้ย สิ่งนี้จะช่วยสกัดไม่ให้เกิดการไขว้เขวในทันที และให้เกิดนิสัยของการไตร่ตรอง เพราะถ้าไม่สกัดไว้อย่างนี้ เมื่อไหร่จะได้นำไปปฏิบัติ เมื่อไหร่จะได้เริ่มใช้ปัญญากันเล่า การเชื่อทันทีทันใดเลยอย่างนี้ยังถือว่าไม่ถูกต้องนักในการศึกษา จงหยุดและนำไปพิจารณาเสียก่อนและปฏิบัติให้เกิดผลจริงๆ เสียก่อนแล้วจึงเชื่อ

ขอจงลิ้มรสส้มให้แจ้งแก่ใจเสียก่อนแล้วจึงเชื่อ

วันอาทิตย์, พฤษภาคม 24, 2009

Fwd: ปฏิบัติธรรมให้สําเร็จผล ความงมงายจะต้องหมดไปใช่มั้ย

ถาม การปฏิบัติธรรมให้สําเร็จผล ความงมงายจะต้องหมดไปใช่มั้ยครับ ในที่นี้คือ ต้องไม่งมงายอีกต่อไป จะได้มั้ย ถ้าจะยังมีความงมงายหลงเหลืออยู่

ตอบ ความงมงาย มันนําพาให้ประพฤติปฏิบัติอย่างผิดๆ มิใช่หรือ ตอนเด็กๆ ชอบดูหนังญี่ปุ่นพวกมดแดงมดเอ็กซ์ เด็กก็คิดว่านั่นคือเรื่องจริงๆ แต่พอมาเป็นผู้ใหญ่ มีความรู้มากขึ้น ความคิดเห็นในตอนเด็กเหล่านั้นมันหมดไปหรือมันต้องมีเหลืออยู่เหมือนเดิม จึงจะเรียกว่าเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรู้ถูกต้องได้? หือ?

ความงมงาย มันนําพาให้เกิดความลังเลสงสัย เธอจะตอบให้ใครฟังได้อย่างชัดแจ้งเล่าถ้าพื้นฐานการปฏิบัติตนยังมาจากความงมงาย

ความงมงาย ยังนําพาให้ยึดมั่นถือมั่น นั้นก็เพราะมันคิดเห็นผิด เวลาที่มีใครไม่เห็นด้วย มันก็ร้อนเป็นไฟ เพราะว่ามันยึดมั่นบนความรู้ที่ไม่ถูกต้อง 

อย่างถ้าหากว่าบุคคลๆ หนึ่ง ตอนเช้าตื่นมาไหว้พระอาทิตย์ ตกดึกก็ไหว้พระจันทร์ก่อนนอน ทุกๆ วันทําอยู่อย่างนี้ ด้วยความเชื่ออย่างงมงายบางอย่างว่าจะเกิดอะไรดีๆ ขึ้นกับตน ลองให้ใครไปบอกสิว่าทําอย่างนี้ไม่ถูกนะ มันไม่ได้ทําให้ทุกข์ลด ลองเอาไม้ไปขวางสิ นี่ก็กลายเ็ป็นความร้อนรุ่มสุมใจได้ เข้าใจหรือยัง ที่มันร้อนเพราะอะไร เพราะมันยึดนั่นอย่างไร มันยึดอยู่ที่การประพฤติตนจากความคิดเห็นที่ผิดๆ 

ทําลายความงมงายออกเสีย โดยการใช้ปัญญาศึกษา สร้างความคิดเห็นที่ถูกต้อง ยกก้อนนี้ออกไปหนึ่งก้อน อีกสองก้อน นั้นก็คือ ความลังเลสงสัย และความยึดมั่นถือมั่น มันก็จะได้คลายออกไปด้วย


การทนความปวดเมื่อยในเวลานั่ง จะเรียกว่าทางสายกลางหรือ?

ถาม การที่ผมนั่งสมาธิแล้วปวดเมื่อย ผมนั่งทีไรก็จะปวดเมื่อยมาก และก็ต้องเลิกนั่งทุกครั้งไป การทนนั่งทั้งๆ ที่เมื่อย เมื่อยจนทนไม่ไหว แบบนี้เรียกว่าไม่ได้เดินทางสายกลางหรือเปล่าครับ

ตอบ นั่งสมาธิก็เพื่อให้เห็นจิต มีสติในขณะที่นั่งก็ไม่ใช่เพื่อให้มันดิ่งหัวปักแล้วบอกว่ากูก้าวหน้านะ ขอให้ทำสมาธิเพื่อให้สงบ และมองเห็นจิตที่มันกำลังเป็นอะไรอยู่นั่นไง เวลามันปวด จิตมันไม่อยากปวดใช่มั้ย ดูสิ ที่มันปวดน่ะ มันไม่ได้ปวดที่ร่างกายหรอก แต่มันมันปวดที่ใจ เพราะมันมีความยึดมั่นถือมั่นอยู่ เมื่อเธอเลิกนั่งเพราะความยึดมั่นว่ากูไม่อยากปวดอีกต่อไป เรากลับเลิกนั่งก็เพราะเหตุผลอย่างนี้ มันเลยไม่ได้เป็นการเลิกนั่งด้วยปัญญาที่เห็นแจ้งว่าควรจะเลิกดีกว่า เข้าใจมั้ยแบบนี้ 

อย่างที่เราเคยอ่านกันมา พระพุทธเจ้าท่านหยุดทรมานตนเองเพราะเกิดปัญญามองเห็นทางสายกลาง กับการที่คนๆ หนึ่งเลิกทรมานตนเพราะทําท่านั้นแล้วโอ๊ย นั่งเกินกว่า 1 ชั่วโมงแล้วโอ๊ย...กูเลิกดีกว่า เดี๋ยวค่อยมาทําใหม่วันพรุ่งนี้ อย่างนี้มันคนละเรื่องกับการที่มองเห็นว่ามันไม่ใช่ทางที่ควรจะเป็นนะ ลองพิจารณาดูให้ดี