ถาม. นมัสการครับพระคุณเจ้า
กระผมขอสอบถามการเดินทางต่อครับ หลังจากได้รู้จัก จิตเห็นจิตแล้ว คือรู้ว่ากายกับจิตนั้นคนละอย่างกันถ้าจะแยกออกจริงๆแล้ว แต่คิดว่าในนามธรรมนั้นยังคงต้องมีอะไรให้แยกอีก
คือ มีวันนึงร่างกายมันอ่อนล้ามาก ผมก็นอนลง ด้วยความเคยชินของสติมันก็จับอาการทางกายตามอัตโนมัติ คือรู้สภาวะที่เกิดขึ้นและดับลงตามสภาพความเป็นจริงไปเรื่อยๆ อย่างสบายๆ ลักษณะอาการตามรู้ของกระผมคือ คล้ายๆเวลาเรานั่งอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม เห็นหนูมันวิ่งออกมาจากโพลงแล้วเราก็แหงะไปมอง คือเห็นตอนมันออกมาแล้ว แต่ต่างกับต้องไปจ้องที่โพลงว่ามันจะออกมาเมื่อไร ฯครับ พอนอนได้สักพักสิ่งที่แปลกประหลาดใจมากคือร่างกายที่เรารักหวงแหนมาตลอดชีวิตมันสะดุ้งผวาคงเพราะลมหายใจตอนนั้นมันแผ่วเบามากราวกับลมใหม่ไม่เข้า ลมเก่าก็ยังออกไม่สุด แล้วก็นอนโกรนหลับปุ๋ยสบายต่อไปเลย แต่ที่ทำให้ประหลาดใจคือยังมีสติรู้อยู่อีก กระผมรู้อาการทางกายสลับกับทางความคิด ความรู้สึก แล้วแต่ว่าส่วนไหนเด่นในตอนนั้น จิตมันไวมาก ทันไดนั้นปัญญาจึงเข้ามาตอบว่า อ๋อ..กายกับจิตนี่มันคนละส่วนกันอยู่แล้ว จึงพิจารณาไปว่านี่ถ้ากายเรานี้ในตอนนั้นมันหยุดหายใจเมื่อไหร่ก็แปลว่าร่างกาย "ตาย" ไม่ทำงาน หรือ เสียชีวิตนั่นเอง แต่สิ่งที่จะค้างเติ่งอยู่นั้นคือตัวรู้ จะเรียกว่าสติกับอารมณ์ในขณะนั้นๆจะทรงอยู่ในลักษณะนั้นๆ แค่แวปเดียวก็เข้าใจเรื่องของกายกับจิตได้ในตอนนั้นครับ อาจารย์งงไม๊ครับ ผมพูดเองผมยังงงเลย ??
เป็นครั้งแรกในชีวิตที่มีความตื่นรู้ในลักษณะแยกส่วนกายกับจิตอย่างรู้เต็มอก หมายถึงรู้แบบยอมรับความจริงโดยปราศจากการแทรกแซงจากความคิดนึก จากคำบอกเล่า จากพัสสะที่ได้รับรู้มา เป็นการรู้แจ้งด้วยตนเองในเรื่องนี้น่ะครับ แต่ไม่ใช่ว่าตรัสรู้นะครับ เพราะคำจำกัดความของคำว่า "ตรัสรู้" นี่มันยิ่งใหญ่นัก
ถ้าจะให้ตอบเป็นภาษาพระนี่ผมสอบตกตั้งแต่เปิดสมุดข้อสอบเลย เพราะผมรู้สึกว่าอ่านหนังสือธรรมะที่มีภาษาบาลีเน้นๆ เข็มข้นที่ไร เหมือนมีแรงดึงดูดคอยจะสะกดจิตให้หลับทุกทีเลยครับ (หัวเราะ) คราวนี้มาถึงคำถามคือ ผมควรละสิ่งใดเป็นขั้นต่อๆไปจนถึงฝั่งครับ ?
ขอกราบอนุโมทนาพระอาจารย์ครับ หนังสือของพระอาจารย์พาคนเลิกหลงได้ผลดีครับ
ตอบ เมื่อเธอรู้แล้วว่ากายนั้นคือขันธ์หนึ่งในห้าขันธ์ โดยเธอมีจิตเป็นตัวรู้ เมื่อเธอรู้ในสิ่งที่ถูกต้อง เธอก็ย่อมที่จะคลายออกจากความกำหนัดในขันธ์ จงมองเห็นความสิ้นไปเสื่อมไปของขันธ์กาย นี้หรือคือกาย แท้ที่จริงแล้วมันเป็นแค่ส่วนของรูปที่ปรากฏขึ้นมาเพราะมันมีความยึดมั่นถือมั่นในรูปจนกระทั่งก่อกลายมาเป็นรูป ณ บัดนี้ และเมื่อเราเจริญสติปัญญาจนมองเห็นการถึงความจริงแล้วว่าแท้ที่จริงแล้วนั้น มันก็แค่สักแต่ว่ากาย จงมองดูกายเหมือนกับเธอไม่รู้จักกับมัน ไม่มีความมีเยื่อใย จงทำเช่นนี้กับกายของเราเพื่อให้พ้นจากความยึดมั่นถือมั่นที่มันเคยเหมาเอาว่านี่คือกายของเรา นี่คือขันธ์ของเรา ขันธ์กายนี้ไม่เที่ยง มันเสื่อมได้ ขนของเรามันก็หงอกได้ ผิวของเราที่มันเต่งๆ มันก็เสื่อมได้เมื่อเวลาผ่านไป การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลา และนี่แหล่ะ มันเหมือนกับต้นไม้ต้นหนึ่งที่เติบโตมาเพราะปุ๋ยดี ออกดอกออกผล เราทั้งหลายก็ไม่ต่างไปจากผลไม้ แต่เป็นผลไม้มนุษย์ที่สุดท้ายก็ต้องเสื่อมไป เมื่อจิตเกิดปัญญามองเห็นการเสื่อมไป ด้วยปัญญามันจะพาให้เข้าไปยึดอีกหรือไม่ นั่นอย่างไร ถอนจนหมดความยึดมั่นถือมั่นให้หมด กายนี้จะเปลี่ยนแปลงอย่างไร อย่าไปมีเยื่อใยกับมัน ปล่อยให้มันเป็นไปตามเรื่องของมัน ดูแลรักษามันเพื่อใช้งานมันให้ถูกต้อง ถ้ามันป่วยก็ฉันยากินยาไปตามปกติ ไม่ต้องไปร้องโอดครวญทุรนทุรายว่าทำไมร่างกายกูถึงเจ็บขนาดนี้วะ เข้าใจมั้ย... จงพิจารณาไปในทางอย่างนี้
เมื่อเธอมองเห็นอย่างนี้ และในอนาคตต่อไป เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร จงพิจารณากดเข้าสู่ไตรลักษณ์ พิจารณาให้เห็นถึงความที่มันเป็นเช่นนั้นเอง นั่น ขันธ์ทั้งหลายก็เป็นเช่นนั้นเอง กายนั้นก็เช่นนั้นเอง ซึ่งรวมไปถึงในส่วนของนามด้วย เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้งหลาย ขันธ์ทั้งหลายนั้นก็เป็นเช่นนั้นเอง เมื่อจิตเห็นจิต เธอพบส่วนรูป ประจักษ์กับส่วนของรูปแล้ว ต่อไปเธอจะพิจารณาส่วนของฝ่ายนาม ซึ่งก็ลักษณะเดียวกันกับที่พบส่วนของรูป รูปแบบหรือแพทเทิร์นก็คล้ายกัน คือ พิจารณากดเข้าไตรลักษณ์เพื่อให้ปัญญาได้สถาปนาถอนความยึดมั่นถือมั่นออกจากขันธ์ทั้งหลาย หากกายแตกดับไป แต่ยังคงเหลือความยึดมั่นอยู่ นั้นก็สุดแท้แต่เหตุในขณะนั้น นี่ถ้าหลังจากขันธ์กายแตกดับนะ จงมีไตรลักษณ์เป็นอารมณ์ เหมือนกับมีมงกุฎไตรลักษณ์ครอบปัญญาอยู่เสมอ จิตมันไว หากเธอมีไตรลักษณ์เป็นอารมณ์ เห็นการกระทบแม้แต่ที่เกิดขึ้นกับจิตเองเป็นสักแต่ว่า เป็นตถตา จิตไร้ยานพาหนะ ถ้าเหตุปัจจัยมันพร้อมถอนเหตุแห่งการเกิดในตอนนั้น มันหมดความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ทั้งหลายที่เหลืออย่างหมดจดแล้ว วัฏสงสารก็จบ เพราะเหตุให้เกิดมันไม่มี ก็ไม่ต้องเกิดกันอีก จบ end หมด จิตที่มันเคยต้องการอะไรๆ อันเป็นผลมาจากกิเลสเพราะเหตุนั้นก็คือตัณหา ความทะยานอยาก อันมาจากความยึดมั่นถือมั่นมันหมด มันก็จบกันตรงนั้น แต่หากขันธ์กายยังไม่แตกดับ ก็ปล่อยให้มันอยู่ไปอย่างนั้น มันไม่มีเหตุจากการสั่งของกิเลสให้ทำสิ่งนั้นสิ่งนี้อีก ทำงานทำการไปตามหน้าที่ของตน เป็นอยู่อย่างรู้แจ้งต่อไปจนแตกดับไป การกระทำทางกายจะถือว่าเป็นแค่กริยา ไม่เกิดกรรมอันมาจากอาณัติของกิเลส โลภ โกรธ หลง
ขอจงพิจารณาไตรลักษณ์เพื่อให้ปัญญาเห็นถึงทุกข์ ทุกข์เพราะความยึดมั่นถือมั่นเห็นเหตุ พิจารณาให้เห็นต้นเหตุของมัน พิจารณาถึงหากดับต้นเหตุนั้นไป จนเห็นทางอันไปสู่ความดับแห่งทุกข์..... แตะขอบสระที่นั่น เงยหน้าขึ้นมา ณ ตรงนั้น ละสังโยชน์สามข้อให้สิ้นสันดาน เธอจะมั่นคงในพระรัตรตรัยและตอบโจทย์ทั้งหลายได้ว่าพระพุทธเจ้านั้นตรัสรู้สิ่งใด วิจิกิจฉาจะหมดไปด้วยปัญญาที่ได้แจ้งประจักษ์และมองเห็นทางเดินที่พาไปถึงที่สุดได้ ความมั่นคงในการปฏิบัติจะเกิดขึ้นเอง ปฏิบัติเอง รู้แจ้งแก่ใจเอง หาใช่จากการคิดเองเออเอง ไม่ต้องนิยามใดๆ อีกต่อไป เพราะมันไม่ต้องบัญญัติอีกต่อไป เป็นอยู่อย่างรู้แจ้งต่อไปเถิด
ขออนุโมทนาแด่ผู้ถาม เจริญพร